ุลร่างกายอยู่นั้นพลันลืมตาขึ้นมา สายตานั้นเกรี้ยวโกรธประหนึ่งจะเอากระบี่แทงหัวใจเซียวเหยาเป็นพัน ๆ เป็นหมื่น ๆ ครั้งก็มิปาน
“เขาบอกว่าไม่มียาใดที่แก้ได้ นั่นก็เป็นเพราะเจ้านั่นมันไร้ซึ่งหลักธรรม มันย่อมไม่มียาแก้แน่นอน แต่ตราบใดที่อนุมานได้หลาย ๆ รอบก็จะรู้วิธีแก้ได้เอง” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเชื่องช้า
นางมองไปที่กู้ไป๋อีและกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋ เจ้าอดทนหน่อยนะ!”
ผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง ร่างของกู้ไป๋อีพลันแดงก่ำขึ้นทั้งตัว
เขาอยากจะตะโกนร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง แต่เขาไม่อยากสูญเสียบุคลิกไปต่อหน้านางเช่นนี้
เขากัดฟันอดทนเอาไว้ แม้ว่าเลือดจะเต็มปาก เขาก็จะไม่ยอมสูญเสียความเย็นชาของเขาไป
มู่เฉียนซีโยนยาลูกกลอนไปเม็ดหนึ่งพลางกล่าว “เสี่ยวไป๋ กินยาลูกกลอนนี่ซะ! นอนพักสักหน่อยเจ้าก็จะดีขึ้นเอง”
กู้ไป๋อีรับยาลูกกลอนเม็ดนั้นมาและสะดุ้งไปเล็กน้อย สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว จะนอนหลับไปได้อย่างไรกัน
มู่เฉียนซีเดินไปที่ริมสระก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “เป็นอะไรไปล่ะ เสี่ยวไป๋ เจ้ากลัวว่าจะหลับใหลหมดสติไปแล้วข้าจะทำมิดีมิร้ายกับเจ้าอย่างนั้นเหรอ?”
ถูกหยอกล้ออีกแล้ว สีหน้าของกู้ไป๋อียิ่งทวีความแดงก่ำขึ้น
“ข้ากลัวเจ้าจะมีอันตราย”
เซียวเหยากล่าว “หัวหน้าตำหนักเป่ยหาน ท่านรีบหลับ ๆ ไปเถอะ! ท่านหลับไป นายท่านของข้าจะได้มีกะจิตกะใจแก้พิษยานี่สักที ที่นี่คือหลังภูเขาของตระกูลเซียว นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีใครรู้ ไม่