ากเลยล่ะ!”
การมียาพิษชั้นยอดมากมายเช่นนี้นับเป็นเรื่องดี แต่ตอนนี้สีหน้าของเซียวเหยากลับแข็งทื่อไปเสียแล้ว เมื่อนึกว่าต้องกินเข้าไปอีก เขาก็รู้สึกอยากอาเจียนออกมาเสียจริง ๆ
มู่เฉียนซีกลับไปยังห้องของตัวเอง และกู้ไป๋อีก็ตามเข้าไป เขากล่าวเสียงขรึมว่า “ซีเอ๋อร์ เจ้าไม่ควรบอกให้ข้ารู้! เจ้าควรให้ข้าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น”
มู่เฉียนซีกล่าว “ข้าได้หม้อเทพนิรันดร์มาตั้งนานแล้ว ได้มาก่อนที่จะได้เจอกับเจ้าอีก เสี่ยวไป๋ เจ้าพยายามทุ่มเทเพื่อปกป้องข้ามาโดยตลอด ข้าก็ไม่อยากจะปิดหูปิดตาเจ้า”
“แต่เจ้าไม่รู้จักเป่ยกงจั๋วดีพอ เขาโหดร้ายยิ่งกว่ามู่หลินหลางมาก”
มู่เฉียนซีกล่าว “ทำไมข้าต้องรู้จักเป่ยกงจั๋วนั่นด้วย เขาอยู่ไกลจากข้ามาก ข้าแค่เชื่อใจเจ้า เสี่ยวไป๋ และข้าก็อยากให้เจ้ารับรู้เอาไว้”
กู้ไป๋อีผงะไปครู่หนึ่ง ความเชื่อใจทั้งหมดที่นางมีให้เขา มันทำให้เขารู้สึกไม่หวาดกลัวต่อสิ่งใด
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “ท่านหัวหน้าตำหนัก ตอนนี้หม้อเทพนิรันดร์อยู่ในร่างของข้า ท่านหัวหน้าตำหนักจะฉีกเนื้อข้าแย่งชิงหม้อเทพนิรันดร์ไปเอาความดีความชอบหรือไม่?”
กู้ไป๋อีเดินไปตรงหน้ามู่เฉียนซี หลุบตามองนางอย่างช้า ๆ ใบหน้าที่เย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งหิมะนั้น ในตอนนี้เผยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นออกมา
“ซีเอ๋อร์เด็กโง่ ข้าจะทำเช่นนั้นได้ยังไงล่ะ!”
มู่เฉียนซีก็ตกใจสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย “ข้าไม่ได้โง่สักหน่อย!”
“เรื่องที่ซีเอ๋อร์ครอบครองห