ยังคงยิ้มพลางกล่าวด้วยความอ่อนโยนว่า “เช่นนั้นก็รบกวนประมุขน้อยเฉียนเยี่ยแล้ว”
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “มีเรื่องอะไรก็บอกข้าได้ ข้าจะกลับไปฝึกบำเพ็ญต่อแล้ว”
เมื่อมู่เฉียนซีไป กู้ไป๋อีก็ไม่ได้อยู่ต่อนานนัก
ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดก็ได้ให้คนไปจัดเตรียมตำหนักให้อินรั่วเฉิน
ในขณะที่อวี้ปิงชิงและพวกต้องการเข้าใกล้ไปตีสนิทกับอินรั่วเฉิน แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่ารอบตัวอินรั่วเฉินจะมีลำแสงสีทองอ่อนปรากฏขึ้นมาชั้นหนึ่งและกั้นทุกคนให้อยู่ห่างเขาถึงสามเมตร
ในฐานะผู้ที่เปรียบเสมือนเทพแห่งตำหนักเป่ยหานอย่างกู้ไป๋อีนั้นเย็นชาจนไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้ได้ และอินรั่วเฉิน ในฐานะที่เป็นโอรสศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นเทพฟ้านอิน คิดเหรอว่าจะยอมให้คนอื่นเข้าใกล้เขาได้ง่าย ๆ
เมื่อกลับมาถึงตำหนักของตัวเอง กู้ไป๋อีก็มองไปที่มู่เฉียนซีด้วยความกังวลใจ
มู่เฉียนซียิ้มพลางกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ เรื่องที่อินรั่วเฉินแย่งชิงมังกรเพลิงกับข้าในคราก่อน ข้าไม่ลืมหรอก! เขาเป็นคนรนหาที่เอง ใครกันแน่ที่ต้องกลัว”
“เจ้าหมอนั่นข้ามองเขาไม่ออกจริง ๆ เขาอันตรายมาก”
มู่เฉียนซีกล่าว “เสี่ยวไป๋ แดนเหนือเป็นถิ่นของเจ้านะ อันตราย แต่ก็ยังมีเจ้าไม่ใช่เหรอ?”
นางกล่าวต่ออีกว่า “อีกอย่าง อาถิงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว ข้าไม่กลัวหรอก! ข้าจะเล่นเกมกับเขาสักตั้ง”
เขาชอบประโยคแรกของนางจริง ๆ แต่หากไม่มีประโยคหลังมันก็จะดีกว่านี