ป้องอยู่แล้วเจ้าจะวางยาพิษพวกข้าตามใจชอบได้นะ ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมปล่อยพวกข้าไปดี ๆ ข้าก็จะสู้จนสุดชีวิตกับพวกเจ้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเจ้าจะกล้าฆ่าจริง ๆ”
หากฆ่าพวกเขา คาดว่าจะต้องกลายเป็นศัตรูกับกองกำลังระดับสองขึ้นไปหลายกองกำลังในแดนเหนือเป็นแน่
แต่หากปล่อยพวกเขาไป คนทั้งดินแดนสี่ทิศต้องรู้เรื่องที่นางครอบครองกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์แน่นอน แล้วพวกเขาก็คงจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ
ในขณะที่พวกเขาจะลงมือ ทันใดนั้นเองเปลวไฟนับไม่ถ้วนก็ได้ห้อมล้อมพวกเขาขึ้น คมศรน้ำแข็งนับไม่ถ้วนทิ้งรอยบาดแผลเอาไว้บนร่างกายของพวกเขา
“ไฟ! ไฟ มีเปลวไฟด้วยหรือนี่!”
“ผู้บำเพ็ญภูตพลังธาตุคู่ ธาตุวารีและธาตุอัคคี เจ้าวิปริตนี่โผล่มาจากไหนกันแน่”
“……”
เดิมทีคิดจะต่อสู้อย่างสุดชีวิตสักตั้ง แต่ตอนนี้ต้องสู้กับสิ่งนี้ก่อน!
ร่างกายมีบาดแผลเป็นรูนับไม่ถ้วนทีนึงแล้ว นี่เสื้อผ้ายังมาถูกแผดเผาจนไหม้เช่นนี้อีก
มู่เฉียนซีเหลือบไปมองเหลิ่งหนิงจือและกล่าวว่า “เสี่ยวเหลิ่งเอ๋อร์ นี่เจ้าชอบเช่นนี้เหรอ คนพวกนี้ไม่น่ามองเลยสักนิด เจ้าไม่ขยะแขยงสายตาบ้างรึไง?”
เหลิ่งหนิงจือกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าก็แค่อยากให้พวกมันรู้สึกเย็น ๆ สักหน่อย”
เยวี่ยเจ๋อได้ยินเหตุผลอันแปลกประหลาดนี้แล้ว มุมปากก็กระตุกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ พลางรีบไปขวางหน้ามู่เฉียนซีเอาไว้ “พี่ใหญ่ อย่าดูเด็ดขาดเชียวนะ ข้าจะให้คนไปจัดการพวกมันซะ”
มู่เฉียนซีกล่าว “เอาของ