็นโพรงเลือดแห่งหนึ่ง ไป๋อู๋ห่ายสีหน้าซีดเผือดแล้วสลบไป กลิ่นอายของเขานั้นอ่อนโรยยิ่งนัก
หลิงขยับกระบี่อีกครั้งหนึ่ง เป้าหมายของกระบี่ต่อไปก็คือหัวใจของไป๋อู๋ห่าย ไป๋เหยียนเอ๋อร์รีบออกมือป้องกัน แต่ก็ได้ถูกหลิงโจมตีกระเด็นลอยไป
กระบี่ของหลิงกำลังจะแทงเข้าไปในหัวใจของไป๋อู๋ห่าย ทันใดนั้นสีหน้าของหลิงก็ได้เปลี่ยนเป็นซีดไม่มีสีของโลหิตเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าร่างกายนั้นจะแตกแยกออกจากันก็มิปาน
“อารอง!” สีหน้าของมู่เฉียนซีเปลี่ยนไปเป็นอย่างมากและรีบพุ่งเข้ามา
แม้ว่าพลังความสามารถของมู่เฉียนซีจะมีเพียงแค่ระดับจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่หนึ่ง แต่ไป๋เหยียนเอ๋อร์ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างหนักก็ไม่กล้าลงมือ และก็ไม่กล้าไปช่วยบิดาของนาง ทำได้ก็แต่เพียงถอยหลังไปอย่างรีบร้อน
ไม่อยากจะเชื่อว่านางได้ยินมู่เฉียนซีร้องตะโกนคำสองคำว่า ‘อารอง’ ออกมา ไป๋เหยียนเอ๋อร์ตะลึงงันไปเล็กน้อย!
มู่เฉียนซีรีบพยุงหลิงเอาไว้แล้วกล่าวด้วยเสียงเบา ๆ “อารอง…อารอง…”
ในตอนนี้หลิงได้สูญเสียสติไปแล้ว เขากล่าวอย่างแหบแห้ง “ผู้อาวุโสสูงสุดพบว่าข้ามิได้ตายไปและมิได้กลับไปรายงาน เมื่อครู่นี้เป็นการเตือนข้า ข้าต้องกลับไปที่ตำหนักเป่ยหาน”
“ซีเอ๋อร์ ข้าขอโทษ ข้าอยู่ที่ข้างกายเจ้าไม่ได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว สถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้…”
“อารอง ท่านอย่าเพิ่งสนใจข้า! ข้ามีหนทางเอาตัวรอด ท่านรีบไป อย่าได้ให้ผู้อาวุโสสูงสุดสงสัยและฆ่าท่านเป็นอันขาด”