มกระบี่สีแดงโลหิตได้ล้อมตัวจิ่วเยี่ยเอาไว้
พลังอันดำมืดของจิ่วเยี่ยก็ได้ตอบโต้กลับและทำให้คมกระบี่เหล่านั้นกลายเป็นความว่างเปล่า
ทั้งสองต่อสู้กันเป็นครั้งแรก ดูแล้วทั้งสองนั้นมีกำลังที่พอ ๆ กัน
มู่เฉียนซีเอ่ยขึ้น “สุ่ยจิงอิ๋ง จิ่วเยี่ยเขา…”
สุ่ยจิงอิ๋งกล่าว “พลังของพิฆาตวิญญาณนั้นอ่อนกว่าตอนที่เขามีพลังอย่างเต็มพิกัดมากนัก พลังความสามารถของจิ่วเยี่ยเองก็ไม่อ่อนแอ เขาไม่เป็นอะไรหรอก ผนึกของมังกรวารีเองก็จะไม่ถูกปลดผนึกเช่นนั้นหรอก”
ในตอนนี้กระบี่มังกรเพลิงเองก็ได้บินเข้ามา แต่ทว่ามันไม่กล้าเข้าใกล้มู่เฉียนซีเพราะเกิดกลัวว่าพิฆาตวิญญาณจะทิ้งพลังเอาไว้และจะยังมีผลต่อมู่เฉียนซี
มังกรเพลิงกล่าว “นายท่าน ชายชุดดำผู้นั้นช่างเก่งกาจยิ่งนัก ข้ารู้สึกได้ว่าเหมือนพลังของพิฆาตวิญญาณจะถูกอะไรสักอย่างกดทับเอาไว้แล้ว ในตอนนี้เขาไม่ได้เก่งกาจมากนักแล้ว ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลใจ…”
“ฮือ ฮือ ฮือ! ล้วนแต่ต้องโทษข้า ถ้าหากว่าข้าเก่งกาจละก็ พิฆาตวิญญาณก็คงจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามเช่นนั้น” มังกรเพลิงร้องไห้ออกมา
บึ้ม! เจตจำนงแห่งการฆ่าอันมหึมาได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหานหลง การต่อสู้ระหว่างจิ่วเยี่ยและพิฆาตวิญญาณได้มาถึงจุดที่ดุเดือดที่สุดแล้ว
พลังความสามารถของจิ่วเยี่ยกลับทำให้พิฆาตวิญญาณตกตะลึง
“ไม่กล้าที่จะปฏิเสธเลยว่าเจ้าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ข้าพบเจอตั้งแต่ฟื้นตื่นขึ้นมา หากว่าเจ้ายินดีร่วมมือกับข้า