ยุไม่เกินร้อยปีได้ อีกทั้งยังหลอมยาลูกกลอนขั้นสวรรค์และได้เป็นอัจฉริยะนักปรุงยาอันดับหนึ่งแห่งแดนตะวันออก
หากนี่เป็นเพียงแค่ความสำเร็จขั้นเล็ก ๆ นักปรุงยาคนอื่น ๆ ก็คงไม่ต้องพูดถึงแล้วล่ะ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า?”
ในตอนนี้เอง เสียงของมู่เฉียนซีก็ดังขึ้น
“ให้อวิ๋นซิวเข้ามา”
อาถิงกล่าว “ข้าไม่ยอมให้เจ้าสู้ข้า และเขาจะสู้ข้าได้เหรอ!”
“นับวันเจ้าก็ยิ่งไร้เดียงสามากเกินไปแล้ว” มู่เฉียนซีแสยะปากกล่าว
“นี่เจ้าว่าอะไรนะ นี่นึกไม่ถึงเลยนะว่าเจ้าจะพูดว่าข้าไร้เดียงสา ในตอนที่ข้ามีอิทธิพลเกรียงไกร เจ้ายังไม่เกิดออกมาลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ! ยังมีหน้ามาพูดว่าข้าไร้เดียงสา”
“จะไร้เดียงสาหรือไม่ ไม่ใช่ตัดสินกันที่ใครเกิดก่อนใครเกิดหลัง แต่…” มู่เฉียนซีชี้นิ้วมาที่สมองตัวเอง
“นี่เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้ากำลังว่าข้าว่าสมองข้ามีปัญหาน่ะ หญิงอัปลักษณ์ เจ้านี่มันช่างกำเริบเสิบสานมากเกินไปแล้ว”
“เจ้าก็รู้ดีหนิว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้ากำเริบเสิบสาน”
“เจ้า…”
อาถิงกับมู่เฉียนซีเพิกเฉยต่อคนนอกอย่างเฟิงอวิ๋นซิวไปเสียแล้ว ทั้งสองโกรธเกรี้ยวขึ้น และเหตุการณ์ก็ยิ่งจะบานปลายมากขึ้น
เฟิงอวิ๋นซิวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางเช่นนี้ของทั้งสองก็รู้สึกประหลาดใจว่าทั้งสองอยู่ร่วมกันได้เช่นไร สองคนนี้เปรียบเสมือนน้ำกับไฟ เจอหน้ากันก็ทะเลาะกัน แต่กลับดูเข้าใจกันและกันมาก
ถึงแม้ว่าจะทะเลาะกัน แต่เขากลับอิจฉาในความสัม