ณในตำหนักโอสถนั้นก็ได้กวาดมาเกลี้ยงแล้ว ไป๋เหยียนเอ๋อร์ก็ถูกไป๋อู๋ห่ายปกป้องอย่างเคร่งครัดไม่มีโอกาสให้ลงมือ ตำหนักตงจี๋แห่งนั้นก็ไม่มีความจำเป็นที่จะให้อยู่ต่ออีกแล้ว”
จวินโม่ซีกล่าวขึ้น “แน่นอนว่าอยู่ในถิ่นที่ของตนเองนั้นดีกว่า! อยู่ในถิ่นที่ของผู้อื่นนั้นไม่มีความสุข ข้ายังหลงนึกว่าเจ้าเตรียมตัวไปอยู่ที่นั่นเป็นประจำเพราะนายน้อยอวิ๋นซิวบุรุษรูปงามนั่นเสียอีก”
มู่เฉียนซียิ้มแล้วกล่าว “เมื่อได้ยินเจ้าพูดมาเช่นนี้ ข้ารู้สึกว่าการดูบุรุษรูปงามผู้หนึ่งมันดีกว่าการอยู่กับเจ้ามากนักเจ้าตะกละ”
“ข้ากินมากไปหน่อยแล้วอย่างไร? อย่างไรเสียข้าก็ทำงานอย่างสุดชีวิตเช่นนั้น ข้าไม่ได้กินเสียให้เจ้ายากจนเสียหน่อยสาวน้อย” จวินโม่ซีที่ถูกดูแคลนรู้สึกหนาวเหน็บหัวใจอยู่บ้าง ดังนั้นแล้วจึงได้ระเบิดอารมณ์ขึ้นมาพลัน
มู่เฉียนซียกคิ้วขึ้นกล่าว “กินไม่ถึงให้ยากจนเหรอ? ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง!”
“สาวน้อย เจ้านี่หาเรื่องเจ็บตัว”
“อย่าได้คิดว่าเจ้าเป็นระดับมหาจักรพรรดิแล้วจะอัดข้าได้ มาสิ!” มู่เฉียนซีกล่าวท้าทาย
จวินโม่ซีนึกขึ้นได้ว่าพลังความสามารถของสาวน้อยนั้นดูเหมือนว่าจะไปถึงระดับจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่หกแล้ว ด้วยความวิปริตของนางสามารถที่จะต่อสู้ข้ามระดับใหญ่ได้ ดูเหมือนว่าเขา…เหมือนว่า…
ปัง! จวินโม่ซีปิดประตูแล้วจากไป
“ข้าจะเก็บตัวฝึกบำเพ็ญให้บรรลุขั้นมหาจักรพรรดิขั้นที่เจ็ด!”
มู่เฉียนซีกล่าว “ช