น่นอนว่ามันก็คงจะไม่ราบรื่นจนเกินไป
มู่เฉียนซีได้เตรียมการเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว นางกล่าวกับเฟิงอวิ๋นซิว “อวิ๋นซิว เอาซวนอีให้ข้ายืมหน่อยเถอะ!”
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวตอบ “ได้สิ!”
เฟิงอวิ๋นซิวมิได้ถามว่ามู่เฉียนซีต้องการที่จะทำอะไรก็ได้ขายซวนอีออกไปเสียแล้ว
สีหน้าของซวนอีมืดครึ้มไปในทันทีและมองหน้ามู่เฉียนซีพร้อมถามขึ้น “ไอ้หนู เจ้าจะเอาข้าไปทำอะไร?”
มู่เฉียนซีกล่าว “ซวนอี ตอนนี้ข้าเป็นนักปรุงยาที่มีความนิยมสูงที่สุดในตำหนักตงจี๋ ขอให้เจ้าจงเรียกข้าว่าปรมาจารย์มู่หรง”
ซวนอีกล่าว “เป็นไปไม่ได้!”
“ข้าจะไม่ถือสามากความอะไรกับเจ้าแล้ว เจ้าจงรีบเรียกเหล่าน้อง ๆ ของเจ้ามา แล้วตามข้าไปที่ตำหนักโอสถสักหนเถอะ!”
“ไปตำหนักโอสถ เจ้าจะไปทำอะไรที่ตำหนักโอสถ?”
มู่เฉียนซีได้หยิบป้ายคำสั่งนั้นของนางออกมาแล้วกล่าว “จะไปทำอะไรได้? แน่นอนว่าไปปล้นล้างสมุนไพรวิญญาณชั้นยอดชนิดต่าง ๆ ของตำหนักโอสถน่ะสิ!”
“เจ้า…เจ้าไม่กลัวว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมารึ?”
มู่เฉียนซีกล่าว “ผู้เป็นนายของเจ้าก็ได้พูดแล้ว ในวันนี้เจ้าต้องฟังข้า ข้าบอกให้ลุยที่ไหนก็ลุยที่นั่น ข้าบอกให้ยกย้ายตรงไหนก็ยกย้ายตรงนั้น! ถึงให้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเจ้าก็ทำได้แต่เพียงต้องยอมรับมัน”
ด้วยเพราะเป็นคำสั่งของผู้เป็นนาย ซวนอีจึงจำต้องปฏิบัติตาม
เป็นถึงองครักษ์ข้างกายของนายน้อยแห่งตำหนักตงจี้ แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้กลายเป็นโจรอันดับหนึ่งแห่งตำหนักตงจี๋เสีย