ามารถอยู่แล้วไม่ใช่รึ! ทำไมล่ะ! ยังไม่คิดจะยอมรับอีกเหรอ?”
สีหน้าของปรมาจารย์จางแทบจะเขียวคล้ำขึ้นแล้ว ในตำหนักตงจี๋ คนที่เขาเกรงกลัวที่สุดก็คือเจ้าผู้อาวุโสสูงสุดผู้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ผู้นี้นั่นเอง
ภายในวันเดียว มีคนว่าเขาไร้ความสามารถถึงสองคน เขาในฐานะที่เป็นหัวหน้านักปรุงยาแห่งตำหนักตงจี๋ช่างรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งนัก!
“ผู้อาวุโสสูงสุด ระวังคำพูดของท่านด้วย!”
มู่เฉียนซีกล่าว “ท่านปรมาจารย์จาง บางครั้ง การยอมรับว่าตัวเองไร้ความสามารถ มันก็เป็นความกล้าหาญอย่างหนึ่งนะ”
“ท่านอายุปูนนี้แล้ว แต่กลับไร้ซึ่งความกล้าหาญเช่นนี้ ช่างน่าอายเสียจริงเลย” มู่เฉียนซีกล่าวพลางส่ายหน้าไปมาอย่างจนปัญญา
“ขะ ข้า…”
“พิษของไป๋เหยียนเอ๋อร์ เดิมทีท่านก็ไม่สามารถแก้ได้ใช่ไหมล่ะ! หากท่านขอคำชี้แนะจากข้า ข้าก็อาจจะบอกท่านก็ได้” มู่เฉียนซีหรี่ตายิ้มพลางกล่าว
“รีบแก้พิษให้ธิดาศักดิ์สิทธิ์ซะ ได้ยินหรือไม่ นี่คือคำสั่ง!” ปรมาจารย์จางกล่าว
มู่เฉียนซีไม่ได้สนใจคำสั่งนี้เลยแม้แต่น้อย “ข้าไม่อยากฟังท่าน”
“เช่นนั้น เจ้าก็ไสหัวออกไปจากตำหนักโอสถซะ!”
มู่เฉียนซีกล่าว “หากข้าไป ท่านแน่ใจหรือว่าท่านจะไม่เสียใจทีหลัง ท่านแก้พิษของไป๋เหยียนเอ๋อร์ไม่ได้ เกรงว่าท่านจะไม่สามารถชี้แจงกับท่านหัวหน้าตำหนักได้!”
และในขณะที่มู่เฉียนซีกำลังจะไป ปรมาจารย์จางก็กล่าวขึ้นว่า “เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
“นี่เจ้าจะเอาเช่นไรกันแน่?” ปรมาจารย์จาง