โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นึกไม่ถึงว่าเขาจะถูกเด็กเมื่อวานซืนที่เพิ่งเข้ามาในตำหนักโอสถผู้นี้คุกคามเอาได้
มู่เฉียนซีกล่าว “ท่านปรมาจารย์จาง ในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้านักปรุงยาของตำหนักตงจี๋ ดังนั้นข้าอยากจะสั่งสอนท่านสักหน่อย ข้าต้องการจะท้าประลองกับท่าน”
ทุกคนได้ยินเช่นนี้ต่างก็ตกตะลึงพรึงเพริดขึ้นอีกครา เจ้าหนูมู่หรงเฉียนเยี่ยผู้นี้ไร้มารยาทกับท่านปรมาจารย์จางยังไม่พอ นึกไม่ถึงว่ายังจะท้าประลองกับท่านปรมาจารย์จางอีก
ฝีมือการปรุงยาของนางจะเทียบเท่าท่านปรมาจารย์จางได้อย่างไรกันเล่า
“เจ้า นี่เจ้าไม่เย่อหยิ่งไปหน่อยหรือไง ข้าเป็นถึงยอดปรมาจารย์นักปรุงยา ส่วนเจ้า ถึงแม้ว่าเจ้าจะหลอมยาลูกกลอนขั้นปฐพีระดับสูงมากอย่างไร้ที่เทียบได้ แต่เจ้าก็เป็นแค่ปรมาจารย์นักปรุงยาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางที่เจ้าจะกลายเป็นยอดปรมาจารย์นักปรุงยาไปได้”
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างไม่แยแสว่า “แน่นอนว่าข้าไม่ได้อยากประลองการหลอมยากับท่าน แต่สิ่งที่ข้าอยากประลองกับท่านก็คือ การช่วยชีวิตคน”
“ช่วยชีวิตคน?” ปรมาจารย์จางตกตะลึงขึ้น
“ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วย โดนยาพิษ หรือโรคที่รักษาไม่หาย มาดูกันว่าใครจะมีความสามารถรักษาได้ เป็นเช่นไร?” มู่เฉียนซีกล่าว
“ข้าเป็นถึงหัวหน้านักปรุงยาของตำหนักตงจี๋ ไม่ว่าจะประลองหลอมยาลูกกลอน เจ้าก็แพ้ข้า หรือจะประลองการช่วยชีวิตรักษาคน เจ้าก็แพ้ข้าอยู่ดี เพียงแต่ว่า หากข้าชนะแล้วจะมีประโยชน์อันใดล่ะ?”
มู่เ