ปลก และอารมณ์ของปรมาจารย์จางก็ไม่ค่อยจะดีนัก
แต่ต่อให้เขาอารมณ์ไม่ดีเพียงใด เขาก็ต้องประกาศว่ามู่หรงเฉียนเยี่ยผ่านการทดสอบด่านนี้อยู่ดี และได้กลายเป็นนักปรุงยาของตำหนักโอสถแห่งตำหนักตงจี๋
ตอนนี้เขาไม่สามารถปล่อยให้เจ้าเด็กผู้นี้หนีไปได้ เขาจะต้องเอาความรู้ทั้งหมดที่เจ้าเด็กนี่มีควักออกมาให้ได้
เพื่อให้ความสามารถในการปรุงยาของเขาพัฒนาขึ้นในอีกระดับ!
มู่เฉียนซีเป็นคนแรกที่ผ่านเข้ารอบ ส่วนผู้เข้าร่วมคนอื่นก็มีไม่กี่คนที่พอจะมีคุณสมบัติเช่นกัน ส่วนคนอื่นที่ไม่ถูกคัดเลือกก็ทำได้เพียงแต่จากไป
หนึ่งในนักปรุงยาท่านหนึ่งกล่าวว่า “กฎของตำหนักโอสถของพวกเรานั้นไม่ค่อยจะเคร่งครัดมากนัก พวกเจ้าแค่ส่งมอบยาลูกกลอนตามจำนวนที่กำหนดไว้ในทุก ๆ เดือนก็ได้แล้ว”
สถานะของนักปรุงยาในดินแดนสี่ทิศนั้นสูงส่งมาโดยตลอด ต่อให้เป็นกองกำลังระดับสามอย่างตำหนักตงจี๋ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว นักปรุงยานั้นมีอำนาจเป็นพิเศษ และมีอิสระมาก
ปรมาจารย์จางมองไปที่มู่เฉียนซีและกล่าวว่า “มู่หรงเฉียนเยี่ย ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับเจ้า ตามข้ามาเถอะ!”
มู่เฉียนซีกลับกล่าวอย่างไม่เคารพว่า “ท่านปรมาจารย์จางมีเรื่องอันใดจะคุยกับข้าเหรอ? หรือว่าอยากจะคุยกับข้าเรื่องธิดาศักดิ์สิทธิ์หัวหมูนั่นล่ะ พิษนั่นก็ผ่านมาหลายวันแล้ว หรือว่าท่านปรมาจารย์จางยังแก้พิษให้ธิดาศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้?”