มู่เฉียนซีกล่าวตอบ “พวกเราศึกษาแผ่นเหล็กนี้ก่อน แล้วจากนั้นข้าค่อยเก็บดอกเบี้ยตอนก่อนที่ข้าจะไป”
“แม้ว่าเรื่องจะคลี่คลายไปแล้วแต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะยังต้องเข้าไปในตำหนักตงจี๋อยู่ ถ้าหากว่านางมิได้กัดข้ากลับเช่นนั้นมันก็คงจะไม่ถึงขนาดนี้ ข้านั้นเป็นผู้ที่หากว่ามีแค้นก็ต้องชำระมาโดยตลอด”
“มันจะเสี่ยงเกินไปหรือไม่?” เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“การเผชิญหน้าอย่างจังกับพวกเขาในตำหนักตงจี๋แน่นอนว่ามันเป็นการเสี่ยงแต่ว่าเจ้าจงอย่าได้ลืมไปว่าข้าเป็นนักปรุงยา” มุมปากของมู่เฉียนซียกขึ้นเล็กน้อย
“ระวังตัวด้วย!” เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวกำชับ
“เอาล่ะ มาศึกษารูปภาพนี้กันก่อนเถอะว่ามีเบาะแสอะไรบ้าง!”
ทั้งสองคนที่เฉลียวฉลาดอย่างที่สุดได้นำภาพบนแผ่นเหล็กนั้นขึ้นมาศึกษาดูอยู่นานแต่ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
มู่เฉียนซีกล่าว “คงไม่ใช่เพราะว่าหัวสมองของพวกเราไม่ไหว หากแต่เป็นเพราแผ่นเหล็กนี้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ คิดที่จะหาเบาะแสที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา คาดว่าจะต้องหาแผ่นเหล็กที่ยังเหลืออีกให้พบถึงจะได้”
แต่ทว่ามันยังเหลืออีกมากน้อยเท่าไรพวกเขาเองก็ไม่รู้
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าว “จากนี้ไปข้าจะเคลื่อนกำลังในมือของข้าเพื่อค้นหา หากทันทีที่พบเข้าข้าจะไม่เก็บไว้เพียงคนเดียว พวกเราจะร่วมเสพเบาะแสด้วยกัน และท้ายที่สุดใครจะเป็นผู้สามารถหากระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ได้พบ นั่นก็ต้องดูที่ความสามารถของพวกเราแล้ว”
มู่เฉียนซียิ้มแล้วกล่าว “ได้ร่ว