จะร่วมมือกับเขา”
ซวนอีอยากจะบอกว่าเจ้าเด็กนี่ไม่มีคุณสมบัติใดเลยที่จะมาร่วมมือกับผู้เป็นนายของตน แต่เมื่อนึกถึงการที่เขาจัดการกับผู้อาวุโสที่สี่ เขาก็พูดอะไรไม่ออก
เฟิงอวิ๋นซิวชื่นชมมู่เฉียนซี อีกทั้งนางยังเป็นผู้ร่วมมือกันที่ดีเป็นอย่างมากผู้หนึ่งนั่นก็เพราะกู้ไป๋อี
มู่เฉียนซีกล่าวถาม “เจ้าไม่ถามข้าหรือว่าทำไมถึงจัดการกับเขาเสีย?”
“นั่นเป็นไพ่ตายของเจ้า เจ้าไม่พูดข้าก็จะไม่ถามให้มากความ”
“ข้ามิได้เก่งกาจเหมือนดั่งมู่หรูเหยียนที่จะได้เรียกร่างแยกวิญญาณของไป๋อู๋ห่ายมาได้ ไม่ถึงสถานการณ์ที่พิเศษข้าจะไม่รบกวนเสี่ยวไป๋ เจ้าทำกับข้าเช่นนี้ ข้ายังเหมาะสมจะเป็นผู้ร่วมมือกับเจ้าหรือไม่?”
เฟิงอวิ๋นซิวตะลึงงันไปเล็กน้อย “เสี่ยวไป๋…?”
หลังจากครุ่นคิดเกี่ยวกับคำสองคำนี้แล้วสีหน้าของเฟิงอวิ๋นซิวก็ยิ่งเพิ่มความประหลาดเข้าไปอีก
“ความสัมพันธ์ของพวกเจ้าช่างดีมากจริง ๆ”
ถ้าหากมิใช่เพราะได้ยินด้วยหูของตนเอง เขาจะไม่เชื่ออย่างแน่นอนว่ามีผู้ที่กล้าเอ่ยนามของกู้ไป๋อีเช่นนี้
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าว “หลังจากที่ได้ผ่านการใกล้ชิดกันมาระยะหนึ่ง ข้าก็ยิ่งชื่นชมในความสามารถของตัวเจ้า”
มู่เฉียนซีกล่าว “ข้าขอขอบคุณที่นายน้อยอวิ๋นซิวให้ความสำคัญ ข้ายินดีเป็นอย่างมากที่จะร่วมมือกับเจ้า แต่ทว่าในตอนนี้พวกเรารีบไปยังตำหนักตงจี๋กันเถอะ!”
“ได้!” เฟิงอวิ๋นซิวพยักหน้า
ซวนอีไม่สามารถกล่าวแทรกการพูดคุยของทั้งสองได้ เขาทำได้เพีย