จากนั้นกลิ่นอายบริเวณรอบ ๆ ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สายตาทะเยอทะยานอย่างแรงกล้าในแต่ละคู่จ้องมองไปที่เฟิงอวิ๋นซิวและพวก
ซวนอีเหลือบมองพวกเขาและกล่าวว่า “พวกเจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก แม้แต่ของของนายน้อยของพวกข้า พวกเจ้าก็อยากจะได้”
น้ำเสียงต่ำเสียงหนึ่งดังขึ้น “หากเป็นอย่างอื่นพวกข้าก็ไม่คิดจะแย่งชิงจากนายน้อยอวิ๋นซิวหรอกนะ แต่นี่มันเกี่ยวกับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ บนโลกใบนี้ ไม่มีผู้ใดที่จะไม่หวั่นไหวต่อสิ่งนี้”
“นั่นน่ะสิ กระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์เป็นถึงกระบี่เทพที่แข็งแกร่งที่สุด หากได้มาครอบครองก็จะเป็นผู้ครองโลกใบนี้ และเป็นผู้ที่อยู่ยงคงกระพัน ต่อให้เป็นกองกำลังระดับสาม แล้วจะทำอันใดได้”
“……”
มีทั้งความละโมบโลภมาก และความทะเยอทะยานอันแรงกล้าเกิดขึ้นอย่างไม่เลิกรา
ซวนอีกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีอันใดต้องพูดกันอีกแล้ว!”
ฟึ่บ! คมธนูของซวนอีพุ่งออกไปอย่างไร้ความเมตตาปรานี สามดอกภายในคราเดียว
อ๊าก! ผู้ที่โดนคมธนูส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและล้มลงไปกับพื้น
“จับพวกมันเอาไว้ เหลือเอาไว้แค่นายน้อยอวิ๋นซิว”
เฟิงอวิ๋นซิวก็ลงมือแล้ว ในฐานะที่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนสี่ทิศ ถึงแม้ว่าอายุยังน้อย แต่ก็สามารถต้านทานยอดฝีมือขั้นมหาจักรพรรดิระดับสูงที่มีอายุมากกว่าเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
ร่างของมู่เฉียนซีเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว นางเคลื่อนไหวไปมาภายในวงล้อมการต่อสู้ที่โ