งยิ่งนัก
ในที่สุดพวกเขาก็ได้รู้ถึงความหวาดกลัวแล้ว และได้สติตื่นขึ้นมาจากความละโมบโลภมากนั้น
“นายน้อยอวิ๋นซิว พวกเราไม่ต้องการแผ่นเหล็กนั้นแล้ว”
“นายน้อยอวิ๋นซิว พวกเราถอยคนละก้าวเถอะ ปล่อยพวกเราไปเถอะ!”
“……”
ร่างในชุดขาวเคลื่อนไหวตัดผ่านอากาศไปยืนข้างกายเฟิงอวิ๋นซิว กระบี่ยาวในมือของมู่เฉียนซียังมีเลือดสีแดงสดไหลหยดลงบนพื้นอยู่
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยดวงตาอันเย็นยะเยือกว่า “ในเมื่อรู้ว่าผลจะเป็นเช่นนี้ เหตุใดถึงได้กระทำเช่นนี้อีก ทิ้งชีวิตของพวกเจ้าเอาไว้ในที่แห่งนี้เถอะ!”
หากปล่อยพวกมันไป พวกมันไม่มีทางกลับใจเป็นแน่ มิสู้กำจัดพวกมันไปเสียให้สิ้นซากดีกว่า
คนตรงหน้าเหล่านี้โกรธเกรี้ยวขึ้นแล้ว “เจ้าหนู เจ้าไม่มีสิทธิ์มาออกเสียงตรงนี้ ข้ากำลังพูดอยู่กับนายน้อยอวิ๋นซิว ไม่ใช่เจ้า!”
มู่เฉียนซีมองเฟิงอวิ๋นซิวและกล่าวว่า “เฟิงอวิ๋นซิว เจ้าอย่าบอกข้านะว่าเจ้าจะใจอ่อน”
เฟิงอวิ๋นซิวเป็นเป้าหมายใหญ่ แต่นางกลับไม่สนใจ อย่างไรเสียสถานะตัวตนกับรูปร่างหน้าตาก็นั้นก็เป็นของปลอม
ดวงตาสีอำพันอันสงบคู่นั้นกวาดมองไปที่พวกเขาก่อนจะกล่าวว่า “ข้าให้เวลาพวกเจ้าเพียงแค่สามลมหายใจ รีบไสหัวไปซะ มิเช่นนั้นข้าจะฆ่าพวกเจ้าอย่างไร้ความเมตตา!”
สีหน้าของพวกเขาเผยความดีอกดีใจออกมา เมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็รีบหนีไปทันที
ไม่นานนัก คนเหล่านั้นก็ได้อันตรธานหายไป ไม่ไปตอนนี้ก็เกรงว่าต้องตายเป็นแน่
มู่เฉียนซีกล่าว “เฟิงอวิ๋นซิว