ังเช่นกู้ไป๋อีก็เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกทั้งสี่ทิศ เฟิงอวิ๋นซิวและไป๋อู๋ห่ายจะรู้จักเขามันก็มิแปลก
“กู้ไป๋อีนั้นเก็บตัวค้อมต่ำและตั้งใจฝึกยุทธ์มาโดยตลอด คนในตำหนักตงจี๋ที่จะสามารถมองได้ออกถึงทักษะกระบี่ของเขานั้นก็มีเพียงแค่ข้ากับท่านเจ้าตำหนักและท่านผู้อาวุโสเท่านั้น เจ้าระมัดระวังเสียหน่อยก็จะไม่เปิดเผยตัวตนของตนเองออกมาหรอก ถึงต่อให้เปิดเผยออกมาแล้ว พวกเขาหวั่นเกรงต่อกู้ไป๋อียังไงก็คงไม่กล้าทำอะไรกับเจ้า มีข้าอยู่เจ้าไม่เป็นอะไรหรอก”
“มิใช่ว่าตำหนักตงจี๋กับตำหนักเป่ยหานนั้นเป็นปฏิปักษ์กันมาโดยตลอดหรอกหรือ? ทำไมเจ้าถึงช่วยข้า?” มู่เฉียนซีถามขึ้น
“ในโลกทั้งสี่ทิศนี้ไม่มีผู้ใดเต็มใจที่จะไปล่วงเกินกู้ไป๋อี อีกทั้งเจ้ายังได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ แถมยังช่วยให้ข้าได้แผ่นเหล็กนั้นมา ข้าเฟิงอวิ๋นซิวมิใช่คนเนรคุณคุณคน อีกทั้ง…” คำพูดของเขาได้หยุดลง จากนั้นก็มองไปทางมู่เฉียนซี
“ข้าเองก็เฝ้ารอที่จะมีคู่ต่อสู้ที่ไม่เลวเลยผู้หนึ่ง เจ้าไม่คิดหรือว่าการที่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งโลกทั้งสี่ทิศนั้นมันเงียบเหงายิ่งนัก?”
มู่เฉียนซีพยักหน้าแล้วกล่าว “ดูเหมือนว่าจะใช่อยู่เหมือนกัน!”
อย่างไรเสียมู่เฉียนซีก็ตัดสินใจตามเฟิงอวิ๋นซิวไปที่ตำหนักตงจี๋ ถ้าหากว่ามีอันตรายอะไรขึ้นมาจริง ๆ ก็คงสามารถที่จะนำแผ่นป้ายคำสั่งนั้นออกมาทำตัวเป็นจิ้งจอกยืมความน่ายำเกรงของพยัคฆ์ได้อยู่
เมื่อได้ยินเฟิงอวิ๋นซิวกล่า