ยแห่งตำหนักตงจี๋! จะไปกลัวอะไร?”
เฟิงอวิ๋นซิวยิ้มอย่างจนปัญญา เขานั้นเป็นบุคคลที่เปรียบดั่งสัญลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของตำหนักตงจี๋
ถึงแม้ว่าจะมีฐานันดรที่สูงศักดิ์และมีพรสวรรค์ที่สามารถจะทำตัวหยิ่งทะนงไปทั้งใต้หล้าได้ แต่เขากลับไม่เคยทำอะไรที่ป่าเถื่อนเช่นนั้นมาก่อน
เพราะเขาเพียงอยากมีชีวิตอยู่เพื่อนาง และพยายามเพื่อที่จะมีคุณสมบัติได้อยู่ข้างกายนาง
เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ช่างไม่เหมือนกับเขาเลยแม้แต่น้อย
เขาสะเพร่าและทำตัวอิสระเหมือนดั่งสายลมก็มิปาน ทำตามที่ใจตนอยาก อยากจะทำอะไรก็ทำ
ในตอนที่เฟิงอวิ๋นซิวจ้องมองนางอย่างเหม่อลอยนี่เอง มู่เฉียนซีก็รู้สึกเหมือนกับว่าบุรุษผู้นี้กำลังเปลี่ยนพื้นดินให้กลายเป็นคุกจองจำตนเองเอาไว้และไม่อยากที่จะออกมาตลอดกาลก็มิปาน
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าว “ปรมาจารย์เหยียนเป็นนักหลอมอาวุธผู้หนึ่ง ข้อมูลที่อยู่บนแผ่นเหล็กนี้ ถ้าหากใช้เปลวเพลิงของนักหลอมอาวุธก็คงจะสามารถหาเบาะแสข้อมูลได้อยู่บ้าง ผู้อาวุโสแห่งตำหนักตงจี๋ของพวกเราเป็นผู้บำเพ็ญภูตธาตุไฟระดับมหาจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่เก้าเต็มขั้น”
มู่เฉียนซีกล่าว “ก็หมายความว่าเจ้าต้องการจะนำแผ่นเหล็กนี้กลับไปยังตำหนักตงจี๋? ถ้าหากมิใช่เพราะเชื่อในนิสัยของเจ้า ข้าคงสงสัยว่าเจ้าจะเก็บมันไว้แต่เพียงผู้เดียวอย่างแน่นอน และคงจะเปิดศึกกับเจ้าขึ้นในตอนนี้!”
เฟิงอวิ๋นซิวตะลึงงัน “แต่ว่าเจ้า…เชื่อข้าใช่หรือไม่?”
เขาถามต่