ได้คืบจะเอาศอกจริง ๆ เลย หากยังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่บ้างแล้วล่ะก็ มู่เฉียนซีก็คงจะถีบเขาไปแล้ว
กลางสนามรบ กู้ไป๋อีในตอนนี้ได้เปรียบเสมือนอาวุธรบไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เย่เฉินที่ได้เลื่อนขั้นพลังวิญญาณเป็นมหาจักรพรรดิระดับหกแสดงศักยภาพเลย
เซียวโม่ที่ติดตามพวกเขามาเที่ยวชมสถานที่ในตอนนี้ก็ได้แต่บ่นพึมพำอยู่ข้าง ๆ เย่เฉินว่า “พละกำลังในการต่อสู้ของบุรุษที่กำลังเกิดอารมณ์หึงหวงมันช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”
เย่เฉินกล่าวเตือนว่า “ทางที่ดีอย่าให้นายท่านได้ยินคำพูดเช่นนี้ล่ะ มิเช่นนั้นระวังจะถูกท่านกู้ฆ่าปิดปากเจ้า”
เมื่อนึกถึงกระบี่ที่สังหารผู้คนอย่างไร้ปรานีของกู้ไป๋อีแล้ว เซียวโม่ก็หวาดกลัวจนตัวสั่นเทาขึ้นมาทันที
“วางใจเถอะ! เพื่อชีวิตอันน้อยนิดของข้า ข้าไม่มีทางพูดจาซี้ซั้วออกไปหรอก” เซียวโม่กล่าวอย่างเชื่อฟัง
เมื่อการสู้รบสิ้นสุดลง กู้ไป๋อีก็จากไปราวกับภูตผีปีศาจก็มิปาน
เรื่องเก็บกวาดที่เหลือ แน่นอนว่าต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของเย่เฉินผู้เป็นท่านเจ้าเมืองผู้นี้เป็นคนจัดการ
หลังจากที่จิ่วเยี่ยคิดบัญชีกับสตรีผู้ที่กล้าออกคำสั่งกับเขาเสร็จสิ้น เขาก็กล่าวขึ้นว่า “ซี ข้าจะกลับแล้ว”
ต้องรีบไปแล้ว ฉะนั้น ต่อให้อาลัยอาวรณ์นางมากเพียงใดก็ต้องไปอยู่ดี
มู่เฉียนซีถีบเขาพลางกล่าวว่า “รีบไปเร็วเข้า!”
ในที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องให้สุ่ยจิงอิ๋งบีบบังคับส่งเจ้าหมอนี่กลับไป ถึงแม้ว่าการกระทำของมู่เฉียนซีจะรุนแรง