าของมู่เฉียนซี
สาวงามทั้งคู่กล่าวขึ้นอย่างเสียดายอาลัย “นายท่าน!”
สายตาของบุรุษผู้นั้นจับจ้องไปที่ใบหน้าของมู่หรูเหยียนแล้วกล่าว “เมื่อครู่นี้เห็นเงาร่างที่ด้านหลังก็เลยรู้สึกว่าพอได้ แต่พอมาเห็นหน้าเข้าจัง ๆ ที่จริงแล้วก็ไม่เท่าไรนี่ พวกเจ้าคนตำหนักตงจี๋เลือกสตรีเช่นนี้มาเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ ไม่กลัวว่าจะทำให้ตำหนักตงจี๋ของพวกเจ้าขายหน้าบ้างหรือไร!”
สีหน้าของมู่หรูเหยียนยิ่งทวีความไม่น่าดูมากขึ้นไปอีก เดิมทีการพบว่ามู่เฉียนซียังไม่ตายนั้นก็ทำให้นางโกรธเป็นอย่างมากอยู่แล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าจะพลันปรากฏบุรุษมารร้ายผู้หนึ่งขึ้นมากล่าวเสียดสีเย้ยหยันนางอีก
ผู้อาวุโสที่อยู่ข้างมู่หรูเหยียนนั้นมิอาจที่จะทนดูต่อไปได้อีก “ท่านดูถูกเหยียดหยามธิดาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราก็ถือว่าดูถูกเหยียดหยามตำหนักตงจี๋ของพวกเรา ท่านต้องการที่จะเป็นศัตรูกับพวกเราตำหนักตงจี๋หรือ?”
“เป็นศัตรูแล้วอย่างไรเล่า? หากพวกเจ้าต้องการจะสู้ก็ลงมือเสียเถิด! คิดว่าข้ากลัวเจ้าจริง ๆ หรือ?” เขากล่าวท้าทาย
เขาหันกลับไปยิ้มอย่างมีเสน่ห์ให้กับมู่เฉียนซี “สาวน้อยคนสวย ข้าเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามแล้ว เจ้าซาบซึ้งเป็นอย่างมากใช่หรือไม่? เจ้าต้องการที่จะตอบแทนข้าด้วยกายและใจหรือไม่เล่า?”
ลำแสงสีทองลำแสงหนึ่งได้สว่างวาบขึ้นมา ทันใดนั้นก็ได้มีคนผู้หนึ่งกระโดดลงมาจากกลางอากาศ
ในมือของเขานั้นถือค้อนสีทองใหญ่อันหนึ่ง และได้เคาะเข้าไปที่ศีรษะขอ