ิอร่อยเท่านี้มาก่อนเลย”
เมื่อเทียบกับความเปิดเผยของเซียวโม่แล้ว ท่าทางของกู้ไป๋อีกับมู่เฉียนซีนั้นดูงดงามมีสง่าไม่น้อย
หลังจากที่กินจนอิ่มหนำสำราญ เซียวโม่ก็กล่าวขึ้นว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าเพียงแค่แวบตาเดียวเจ้าก็ดูออกว่าศิลาก้อนนั้นเป็นศิลาดาวฤกษ์ หรือว่าเจ้าก็เป็นนักหลอมอาวุธเหมือนกัน?”
“นักหลอมอาวุธเหรอ ก็นับว่าใช่กระมัง!” มู่เฉียนซีตอบ
เซียวโม่กล่าว “หม้อเทพไท่อี หนึ่งในวัตถุเลียนแบบของมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพนิรันดร์ เจ้าก็คงจะรู้เรื่องนี้กระมัง! ในฐานะที่เป็นนักหลอมอาวุธผู้หนึ่ง ข้าอยากจะเห็นจริง ๆ ว่ามหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพนิรันดร์ในตำนานนั้นมันมีหน้าตาเป็นเช่นไร ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เห็นมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพนิรันดร์ แต่แค่ได้เห็นวัตถุเลียนแบบของหม้อเทพนิรันดร์ ข้าก็พอใจมากแล้ว”
ในแววตาของเขามีความกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง!
“เจ้ามีเป้าหมายเหมือนกันกับข้าหรือไม่ หากว่าใช่ ก็นับว่าเป็นพรหมลิขิตแล้วล่ะ”
มู่เฉียนซียังไม่ได้เปล่งเสียงตอบแต่อย่างใด กู้ไป๋อีก็กล่าวขึ้นอย่างเย็นชาว่า “ไม่ใช่!”
เซียวโม่รู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั้งตัว คนผู้นี้ราวกับเป็นภูเขาหิมะเคลื่อนที่ก็มิปาน
รูปร่างหน้าตาก็ดีราวกับเทพ แต่กลับเย็นชาไม่ชอบยิ้มแย้มเอาซะเลย
เซียวโม่กล่าว “ไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร การได้พบเจอกันก็นับว่าเป็นพรหมลิขิตอย่างหนึ่งแล้ว คืนนี้ข้าช่วยเฝ้ายามให้พวกเจ้าเอง เป็นเช่นไร ถึงอย่างไรเสียเทือกเ