ัวเข้าไปอยู่ในสิบอันดับแรกได้ แต่มันก็ไม่เป็นภัยคุกคามต่อพวกเขาเลยสักนิด
เพียงแค่เขาขยับนิ้วมือก็สามารถที่จะจัดการกับมดปลวกพวกนี้ได้
ส่วนเมืองหู่เสี้ยว แน่นอนว่าพวกเขาได้เพ่งเล็งไปทางเมืองชางหมาง เจ้าเมืองชางนั้นโชคดีอยู่บ้างที่มิได้ขึ้นไปบนเวทีประลอง มิเช่นนั้นแล้วคงได้ถูกเจ้าบ้านั่นฆ่าตายเป็นแน่
ยังมีขุนเขาเขียวขจีอยู่ก็มิกลัวว่าจะไม่มีไม้ฟืน เขาร้องตะโกนขึ้น “ทั้งหมดจงลงมา พวกเรายอมแพ้! ยอมแพ้!”
หากยอดฝีมือที่เขาสรรหามาได้อย่างยากเย็นต้องมาตายเสียที่นี่มันก็ไม่คุ้มค่าเท่าใดนัก อย่างไรเสียเขาก็แค่คิดที่จะมาลงสนามแบบผ่าน ๆ ไปและมิได้คิดที่จะคว้าตำแหน่งผู้บัญชาการเลย เพราะตำแหน่งผู้บัญชาการจะต้องเป็นของพวกท่านมู่อย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าเมืองชาง ยอดฝีมือแห่งเมืองชางหมางก็ได้รีบผละออกมา
เจ้าเมืองหู่เสี้ยวกล่าว “อย่าแม้แต่จะคิดว่าจะจากไปได้!”
แม้ว่าเมืองหู่เสี้ยวจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อพวกเขาต้องการที่จะหนีไป พวกนั้นก็มิอาจที่จะรั้งเอาไว้ได้
เจ้าเมืองหู่เสี้ยวจ้องมองเจ้าเมืองชางหมางอย่างมืดมน “ขี้ขลาด!”
เจ้าเมืองชางกล่าว “ข้าค่อนข้างที่จะรักชีวิตและหวงแหนในชีวิตลูกสมุนของข้า เจ้าเกี่ยวอะไรด้วย?”
เวทีประลองหมายเลขหนึ่งได้เข้าสู่ช่วงเวลาอันร้อนระอุแล้ว มีคนได้รับบาดเจ็บอย่างหนักและไม่กล้าที่จะเข้าร่วมในการต่อสู้อันดุเดือดนั้นอีกต่อไป แน่นอนว่าพวกเขาจึงได้หันไปมองทางคู่ต่อสู้ด้านข