“ถึงแม้ว่าพี่ไป๋อีจะแข็งแกร่งมาก แต่หากเข้าไปในนั้นแล้วละก็ เกรงว่าคงไม่อาจเอาชีวิตรอดออกมาได้ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเพราะเจ้า หากไม่ใช่เพราะพี่ไป๋อีเป็นห่วงเจ้าที่จะต้องมาอยู่ในเมืองเฮยตูเพียงลำพัง เขาจะก้าวกลับมาในที่แห่งนี้ได้อย่างไร?”
“ข้าขวางเจ้าไม่ได้ ฝ่าบาทก็คงจะไม่เสี่ยงอันตรายอย่างเอาเป็นเอาตายกับพี่ไป๋อีเพื่อรั้งเจ้าไว้ แต่หากว่าเจ้าจากไปแล้ว เจ้าจะสบายใจได้เหรอ?” มุมปากของราชทินนามเฮยยกยิ้มขึ้นอย่างแปลกประหลาด
มู่เฉียนซีมองราชทินนามเฮยและกล่าวว่า “เจ้าพูดจบหรือยัง?”
“สิ่งที่ควรพูดก็ได้พูดไปหมดแล้ว”
มู่เฉียนซีเหลือบมองไปที่พื้นและกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ “เช่นนั้นก็เก็บกวาดให้ข้าด้วย แล้วก็ไสหัวไปได้แล้ว!”
สีหน้าของราชทินนามเฮยดำคล้ำด้วยความโกรธ “สาวน้อย เจ้าช่างบังอาจยิ่งนัก! ข้าเป็นถึงหนึ่งในสิบสองราชทินนามเมืองเฮยตู ส่วนเจ้าเพิ่งเป็นเพียงแค่ตำแหน่งมหาจักรพรรดิ แต่กลับกล้าสั่งให้ข้าเก็บกวาดอย่างนั้นรึ”
“เจ้าเป็นคนทำหน้าต่างแตกแล้วเจ้าจะไม่เก็บกวาดเหรอ อีกอย่างเจ้าไม่รู้สึกว่าใบหน้าเจ้ามันผิดปกติบ้างเหรอ?”
ทันใดนั้นเอง ราชทินนามเฮยก็รู้สึกคันบนใบหน้า เมื่อนางเอามือจับใบหน้าตัวเองก็พบว่าใบหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยตุ่มสิว
นางมองมู่เฉียนซีด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งและกล่าวว่า “เจ้า…นี่เจ้าวางยาพิษข้า เจ้า…”
“กล้าบุกเข้ามาในห้องข้าโดยที่ไม่ป้องกัน ความกล้าของเจ้านี่ช่างไม่เล