งขรึมว่า “แล้วหากว่าข้าทำให้คุณหนูใหญ่หมดสติได้ล่ะ?”
“นี่เจ้าคิดจะทำร้ายข้าอย่างนั้นเหรอ?” มู่เฉียนซีกำกระบี่มังกรเพลิงในมือแน่น ดวงตาก็ยิ่งเย็นชามากขึ้นเรื่อย ๆ
ขณะเดียวกันราชทินนามเฮยก็วิ่งเข้ามา นางยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ไป๋อี ท่านลืมไปแล้วหรือไร คิดอยากจะออกไปจากเมืองเฮยตู ก็ต้องดูทัศนคติของคนผู้นั้นด้วย มิเช่นนั้นแล้วอีกาดำก็คงจะไม่นำพาคนไปได้”
“หากมหาจักรพรรดิโยวไม่อยากจากไป ต่อให้เป็นฝ่าบาทก็ไม่อาจให้นางจากไปได้ ฉะนั้น ทำให้หมดสติก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี!”
จากนั้นแสงจันทราสีเงินแสงหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นและกวาดไปทางราชทินนามเฮย
“เจ้าสมควรตาย!” ในตอนนี้ภายในดวงตาของกู้ไป๋อีได้ปะทุจิตสังหารอันแรงกล้าออกมา ราชทินนามเฮยเห็นเช่นนี้แล้วก็ตกอกตกใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่นางก็ยังคงยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ไป๋อี นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นท่านโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเช่นนี้ จำต้องบอกเลยว่า เวลาที่ท่านโกรธเช่นนี้ มันยิ่งน่าหลงใหลนัก!”
ตูม ปัง ปัง!
ร่างชุดขาวกับร่างชุดดำทั้งสองได้ปะทะกันในยามรัตติกาล ขณะที่มู่เฉียนซีก็ได้เฝ้าดูสถานการณ์ทุกอย่าง
แสงสลัววาบผ่านดวงตาของนาง นางกล่าว “เสี่ยวไป๋ เจ้าอย่าได้ถูกยายเฒ่าประหลาดผู้นี้ฆ่าตายเสียล่ะ หากเป็นเช่นนั้น คุณหนูใหญ่ของเจ้าคงต้องอับอายขายหน้าเป็นแน่”
กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินกลับไปนอนพักผ่อน
ราชทินนามเฮยถูกบีบบังคับให้เก็บกวาดเศษซากเหล่านั้น ส่วนมู่เฉียนซีในตอนนี้นอนเ