ัวไปให้พ้น!”
แต่กู้ไป๋อีทำเหมือนไม่ได้ยินก็มิปาน เขายังคงยืนอยู่ข้าง ๆ มู่เฉียนซีไม่ยอมไปไหน
จื่อโยวยิ้มพลางกล่าว “น้องชาย นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะกล้าถกเถียงกับเยี่ยของข้า ข้าเคารพในความเป็นบุรุษผู้กล้าของเจ้าจริง ๆ แต่คิดถึงชีวิตน้อย ๆ ของเจ้า ข้าว่าเจ้ารีบไปให้พ้นหน้าเขาซะเถอะ”
รอยยิ้มอันมีเสน่ห์นั้นกลับแฝงไปด้วยอันตราย เจ้าหนุ่มผู้นี้กล้าขัดขวางฝ่าบาทของเขา คงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง
สีหน้าของกู้ไป๋อียังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ดวงตาของจื่อโยวขุ่นมัวขึ้นเล็กน้อย คนผู้นี้แปลกประหลาดยิ่งนัก
ไม่รู้จักความเป็นความตาย กล้าขัดขวางเขา สิ่งนี้ทำให้จิ่วเยี่ยโกรธเกรี้ยวขึ้นแล้ว มู่เฉียนซีจึงกล่าวกับกู้ไป๋อีว่า “เสี่ยวไป๋ เจ้าไปห้องข้าง ๆ เถอะ!”
กู้ไป๋อีสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นก็เดินออกไปโดยที่ไม่หันหลังกลับมามองแต่อย่างใด
“ไสหัวไปให้พ้น!” จิ่วเยี่ยพ่นคำพูดนี้ออกมาอีกครั้ง
จื่อโยวกระพริบตาอย่างไร้เดียงสา “เยี่ย เจ้านั่นก็ออกไปแล้ว ไม่มีใครที่ต้องไสหัวไปแล้วล่ะ!”
“แต่เจ้าเกะกะขวางลูกตาข้า” ดวงตาของจิ่วเยี่ยจ้องมองไปที่เขา
จื่อโยวรู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง เยี่ยช่างใจแคบเกินไปแล้ว แม้กระทั่งเขาก็ถูกรังเกียจเช่นนี้ ช่างไร้เหตุผลยิ่งนัก!
“เยี่ย มีข้าอยู่ข้าก็จะได้ช่วยแข่งประมูลยังไงล่ะ ข้ายังช่วยออกเงิน ออกแรงให้ด้วยนะ เจ้าอดทนไม่ไล่ข้าไปได้หรือไม่?”
“ไม่จำเป็น!” จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างไ