กู้ไป๋อีผลักประตูออกไป นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้เห็นมู่เฉียนซีกำลังกดทับอยู่บนร่างของชายผู้หนึ่ง เส้นผมหนาดำขลับของชายผู้นั้นสยายอยู่บนพื้นอย่างมีเสน่ห์ ใบหน้าที่งดงามอย่างไร้ที่เปรียบนั้นสามารถทำให้สีสันของใต้หล้านี้ดูจืดชืดลงได้ก็มิปาน
ต่อให้เป็นเขา เมื่อเปรียบเทียบกับคนผู้นี้แล้วก็ดูธรรมดาลงทันที คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?
นึกไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าบุกเข้ามาในนี้ จิ่วเยี่ยหันไป ดวงตาอันเย็นยะเยือกคู่นั้นมองไปที่ชายหนุ่มผู้ซึ่งยืนอยู่ตรงประตู
ชายชุดขาวผู้หนึ่งที่ดูเย็นยะเยือกประดุจหิมะอันแสนหนาวเหน็บที่อยู่บนจุดสูงสุดของภูเขาหิมะ
ทั้งสองจ้องตากัน และมู่เฉียนซีก็รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิในห้องของตนเองนั้นพลันเปลี่ยนเป็นติดลบกว่าสิบองศาแล้ว
จิตสังหารของจิ่วเยี่ยนั้นนางคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง!
ส่วนกู้ไป๋อีก็ดูเหมือนจะเย็นชากว่าเมื่อก่อนมาก
มู่เฉียนซีกล่าว “เสี่ยวไป๋ เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ เขาไม่ใช่ศัตรู”
แสงสลัววาบผ่านดวงตาของกู้ไป๋อี จากนั้นเขาจึงค่อย ๆ พยักหน้า “ขอรับ คุณหนูใหญ่!”
เสี่ยวไป๋!
คุณหนูใหญ่!
คำเรียกขานของทั้งสองทำให้จิตสังหารของจิ่วเยี่ยนั้นลดลงไปมาก แต่ก็ไม่ได้ลดลงจนจางหายไป
มู่เฉียนซีออกแรงกดทับเขาและกล่าวว่า “อย่าขยับ”
“ตรวจชีพจร ตรวจเลือด ตรวจร่างกาย ต้องตรวจทุกอย่าง ขาดไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว”
“ข้าเชื่อฟังเจ้า” จิ่วเยี่ยพยักหน้าเบา ๆ
มู่เฉียนซียังตรวจทุกอย่างไม่ทันเสร็จ จิ่วเยี่ยก็อ