มู่เฉียนซีตกตะลึงไปเล็กน้อยและกล่าวด้วยความจนปัญญา “ข้าพยายามมาตั้งนาน แต่กลับได้มาเพียงแค่เสมอกัน!”
เสมอกัน!
แค่เพียงเสมอกันนั้นก็ได้ทำให้เย่เฉินตกใจเป็นอย่างมากแล้ว
ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบวัน นายท่านกลับพัฒนาไปได้น่ากลัวเช่นนี้
ปัง!
มู่เฉียนซีเหนื่อยเพลียเป็นอย่างมากเสียจนหมดสติล้มลงไปในทันที แต่โชคดีที่กู้ไป๋อีดึงตัวนางเอาไว้
“นายท่าน….” เย่เฉินตะลึงงัน เขายังมีเรื่องที่ต้องการจะถามอยู่อีก
“นางต้องพักผ่อน เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่?” กู้ไป๋อีมองไปทางเย่เฉินอย่างเย็นชา
ถึงแม้ว่านายท่านจะไม่เคยพูดถึงเรื่องตัวตนของกู้ไป๋อี แต่เขาก็รู้ว่าคนผู้นี้มิได้ธรรมดาและคงจะสามารถตัดสินใจได้
เขาจึงได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองเหยียนรายงานให้แก่กู้ไป๋อีฟัง กู้ไป๋อีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แต่ไหนแต่ไรมาคุณหนูใหญ่ไม่เคยเห็นกองกำลังสำนักนิกายระดับหนึ่งอยู่ในสายตา แต่กับกองกำลังสำนักนิกายระดับสองนั้นก็ยังพอที่จะให้หวั่นพรึงอยู่บ้าง เจ้าจะทำเรื่องอะไรก็ขอให้จำสองข้อนี้เอาไว้ก็พอ ไม่จำเป็นต้องคิดมากและหวั่นกลัว”
“ขอรับ!” เย่เฉินพยักหน้าพร้อมกล่าว
หลังจากที่มู่เฉียนซีได้ฟื้นฟูพลังขึ้นมาแล้ว เย่เฉินก็ได้รออยู่ที่ด้านนอกแล้ว
หลังจากที่ได้ทราบสถานการณ์ นางกล่าว “เจ้าเมืองเหยียนต้อนรับเจ้าเมืองเหลย และมีการเชื้อเชิญไปยังกลุ่มกองกำลังต่าง ๆ ดูแล้วจะมีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่บ้าง!”
มุมปากของมู่เฉียนซียกโค้งขึ