ั้งก็ล้วนแพ้ ไม่มีโอกาสชนะสักนิดเลย มันช่างน่าหดหู่เสียจริง ๆ
เย่เฉินกล่าว “นายท่านร้ายกาจมากแล้ว ต่อให้ข้าใช้พลังวิญญาณข้าก็มิอาจชนะได้ นายท่าน ท่านไม่ได้ใช้พลังวิญญาณเลยแต่กลับสามารถผ่านกระบวนท่ามากมายนี้จากท่านกู้ได้ นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว”
มู่เฉียนซีกล่าว “ยังไม่พอ ข้าต้องชนะ!”
กู้ไป๋อีกล่าวเสียงขรึม “เขาพูดถูก ต่อให้เป็นเฟิงอวิ๋นซิวสะกดพลังวิญญาณทั้งหมดไว้ก็ไม่มีทางเอาชนะข้าได้ เจ้าสามารถทําได้ถึงขั้นนี้ ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว”
“เฟิงอวิ๋นซิวทําไม่ได้ ก็ไม่แน่ว่าข้าจะทําไม่ได้ ทุกคนล้วนไม่ใช้พลังวิญญาณ จุดเริ่มต้นก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” มู่เฉียนซีค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
เย่เฉินตะลึงงัน เฟิงอวิ๋นซิว!
ที่พวกเขากล่าวถึงคงไม่ใช่อัจฉริยะอันดับหนึ่งของโลกทั้งสี่ทิศ นายน้อยเฟิงอวิ๋นซิวแห่งตําหนักตงจี๋หรอกกระมัง!
กู้ไป๋อีกล่าว “เจ้ามีความมั่นใจในตนเองเช่นนี้ ข้าก็จะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าจนจบ”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็รอที่จะพ่ายแพ้เสียเถอะ!” มู่เฉียนซีเงยหน้าขึ้นกล่าว
“ข้าจะรอ!”
ปัง!
ตึก ตึก!
ภายในเมืองเหยียน มีองครักษ์เกราะดํากลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามา
หลังจากเข้ามาในเมืองแล้ว ก็ตรงเข้าไปในจวนเจ้าเมือง
เมื่อเย่เฉินได้รับข่าวนี้สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป “ไปสืบมา ว่านั่นเป็นใครกัน?”
“ขอรับ!”
ตระกูลเย่มีเงินทองมากพอที่จะสนับสนุน และเนื่องจากผู้เฒ่าเย่ได้ก้าวข้ามระดับมหาจักรพรรดิไปแล้ว จึงสามารถยืนหยัดอยู่ในเมื