“ท่านผู้เฒ่ากับเจ้าตำหนักเป่ยหานล้วนต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง” กู้ไป๋อีกล่าวออกมาอย่างไร้ความรู้สึก
“ต่างฝ่ายต่างรับผิดชอบหน้าที่ตน?”
กู้ไป๋อีกล่าว “ไม่พูดถึงเขาแล้ว พูดถึงแคว้นเทพฟ้านอินเถอะ! ผู้อัจฉริยะที่น่ากลัวที่สุดของแคว้นเทพฟ้านอินก็คือพระอินรั่วเฉิน นั่นคือผู้ที่น่ากลัวเป็นอย่างมากผู้หนึ่ง หากสามารถเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเขาซึ่ง ๆ หน้าได้ก็จงเลี่ยงเสีย”
มู่เฉียนซีตะลึงงัน “พระแห่งแคว้นเทพฟ้านอิน มิใช่ว่าพวกเขามีจิตใจที่ศักดิ์สิทธิ์และความเมตตาที่บริสุทธิ์หรอกเหรอ เมื่อถูกกล่าวออกมาจากปากของเจ้ามันกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปเสียได้ เสี่ยวไป๋ เจ้าคงมิได้อิจฉาที่เขาทั้งหนุ่มแน่นและแข็งแกร่งหรอกกระมัง?”
อย่างน้อย ๆ เรื่องที่นางรู้มาจากแดนใต้นั้นก็มีเพียงเท่านี้!
กู้ไป๋อีกล่าว “จิตใจที่ศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนั้นข้าเองก็คิดเช่นนี้ แต่นับตั้งแต่ตอนที่ข้าได้พบเจ้ากับเขาไปครั้งหนึ่งก็พบว่าพลังความสามารถของเขานั้นลึกล้ำเสียจนไม่อาจหยั่งถึงได้ เป็นสิ่งหนึ่งที่อันตรายยิ่งนัก”
มู่เฉียนซีถอนหายใจแล้วกล่าว “ดูเหมือนโลกทั้งสี่ทิศนี้ จะมีผู้ที่ไม่ธรรมดาอยู่มิน้อย”
กู้ไป๋อีมองที่นางแล้วกล่าว “เจ้าเองก็ไม่ธรรมดา บางทีอาจใช้เวลาเพียงไม่นานนักโลกทั้งสี่ทิศก็จะเป็นลานเวทีของเจ้า แต่ทว่าอย่างไรเสียจงอย่าได้ไปพบเข้ากับอินรั่วเฉิน เขานั้นแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าเฟิงอวิ๋นซิว เพียงแต่ว่าเขาได้ลวงหลอกผู