ั้นเกรงว่าผู้นำหลานผู้นี้ของพวกเจ้าจะต้องพิษเสียจนสิ้นชีพ” มู่เฉียนซีได้ดึงตัวผู้นำหลานเดินมาด้วยกัน
เฟิงอวิ๋นซิวและซวนอีมองมู่เฉียนซีด้วยความประหลาดใจ ซวนอีกล่าวขึ้น “เจ้ากลัวที่จะอายุยืนยาวไปหรือ ถึงได้บุกเข้ามาในสำนักนิกายระดับสองด้วยตัวคนเดียว?”
แม้ว่าพลังความแข็งแกร่งของสำนักนิกายระดับสองจะยิบย่อยในสายตาของพวกเขา แต่กับมู่เฉียนซีที่เป็นเพียงระดับจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่สองได้บุกเข้ามาในสถานที่เช่นนี้ นั่นเป็นการรนหาที่ตายเสียจริง
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา “เฉียนซี เจ้าวู่วามนัก”
มู่เฉียนซีกล่าว “ขนาดเจ้าที่รับบาดเจ็บอย่างหนักก็ยังอยากที่จะทำเรื่องที่ต้องการทำให้สำเร็จ ส่วนข้าถึงแม้ว่าศัตรูจะแกร่งกล้า ข้าเองก็มีผู้ที่จำเป็นต้องปกป้อง” เฟิงอวิ๋นซิวตะลึงงัน เห็นอยู่ชัดๆว่าเป็นเพียงแค่ผู้อารักขาผู้หนึ่งเท่านั้น แต่นางกลับใส่ใจถึงเพียงนี้
“มู่เฉียนซี….” ผู้นำจื่อมองนางด้วยความโกรธเกรี้ยวระคนกับความหวาดกลัว
“คาดว่าเจ้าเองก็คงรู้ดีว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นปัญหาที่หุบเขาหมอเทวดาก่อขึ้น ขอแค่เพียงพวกเจ้าสาบาน ว่าหลังจากที่ข้าปล่อยตัวองครักษ์ของเจ้าไปแล้ว จากนี้ไปพวกเจ้าจะไม่ทำอะไรพวกเรากองกำลังผู้นำเจ็ดอสูรแม้เพียงนิดเดียว ข้าจะปล่อยตัวเขาในทันที” นี่เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตรอดแล้ว
สายตาของมู่เฉียนซีฉายแววอันตรายออกมา “นี่เจ้ากำลังบีบบังคับข้าหรือ?”