ดนคุกเลือดที่ลึกที่สุดจนมิอาจจะหยั่งถึงได้
เงาร่างสีเขียวได้พุ่งเข้าไปในห้องที่มืดครึ้มนั้น เอวบางเล็กที่กำลังนอนบิดอยู่นั้นช่างน่าเย้ายวนอยากหาสิ่งใดเปรียบได้
เขายิ้มอย่างมีเสน่ห์แล้วกล่าว “ก็ไม่รู้ว่าทั้งสองสำนักแห่งโลกทั้งสี่ทิศนั้นไปได้ข่าวมาจากไหน ได้ยินมาว่าตัวกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์อยู่ที่สนามรบโบราณในทวีปเหลยโจวของโลกสี่ทิศนี้ เจ้าว่าจะเกิดปัญหาวุ่นวายขึ้นกับคนงามของเจ้าหรือไม่เล่า!”
บุรุษตรงหน้านั้นมีใบหน้าที่งดงามไร้ตำหนิ ไม่ว่าจะมองจากมุมใดก็ตาม ล้วนแต่ไร้ที่ติเสียจนเกินจริง
แต่ความหนาวเหน็บที่กัดเซาะกระดูกนั้น กลับทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะมองเขาแม้แต่พริบตาเดียว ทั้งที่เห็นกันอยู่ว่าพราวเสน่ห์ปานใด แต่กลับดูเย็นชาราวกับน้ำแข็งอายุหมื่นปีก็มิปาน
จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แค่กองกำลังเล็กน้อยของขั้นสำนักนิกายระดับสาม ถ้าพวกเขากล้าที่จะแตะต้องซี! เช่นนั้นพวกเขาก็ควรที่จะหายไปจากโลกทั้งสี่ทิศนี้ได้แล้ว”
ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย มันแทบทำให้ทุกคนในวังคุกโลหิตสั่นสะท้าน
สรุปแล้วไอ้ตาบอดผู้ใดทำให้ท่านโกรธกริ้วอีกแล้ว?
จิ่วเยี่ยได้หายวับไปในห้องหนังสือ “ข้าจะเก็บตัวเพื่อสะกดคำสาป ธุระส่วนที่เหลือพวกเจ้าจัดการกันเอง”
ทุกครั้งจิ่วเยี่ยจะสะกดคำสาปจนถึงขั้นที่มันมั่นคงที่สุดแล้วจึงไปพบมู่เฉียนซี หากมิเช่นนั้นละก็เขาอาจจะอดกลั้นเอาไว้ไม่ได้….อดกลั้นเอาไว้มิอยู่แล้