ลูกสมุนของเขาได้หันหลังกลับไป
ผู้อาวุโสโม่เองก็มองพวกนั้นด้วยสายตาเหยียดหยาม เขาได้ส่งสัญญาณผ่านทางสายตาให้แก่มู่เฉียนซี จากนั้นก็ได้หันหลังกลับไป
ผู้นำหลานกล่าว “เจ้าเด็กบ้า เจ้ากล้าทำเรื่องที่ทำให้ลูกสาวข้าเสียหาย แล้วเจ้ายังไม่รีบปล่อยตัวลูกสาวข้าอีก”
นี่เป็นสงครามแห่งการด่าทอกัน? ว่าแล้วไป๋อวี้ฉิงก็ลุกขึ้นมาร่วมเล่นเป็นเพื่อนด้วยอีกคนหนึ่ง
“ลูกสาวของเจ้ามีอะไรให้ต้องเสียหาย? แม้นุ่งห่มเสื้อผ้าก็ยังมองไม่ออก เมื่อไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ก็ล้วนแต่เป็นหนังหุ้มกระดูก หากถามหาความสัมผัสด้วยมือก็ไร้ซึ่งสัมผัสใด จะมองที่หัว..ก็ไร้ซึ่งหัว.. เจ้าคิดว่าเฉียนซีจะคิดว่ามันหาดูได้ยากรึ!” ไป๋อวี้ฉิงนั้นเป็นสตรีนางหนึ่ง ฉะนั้นแล้วจึงไม่มีอะไรที่จะต้องหลีกเลี่ยง สายตาของนางนั้นมองกวาดไปทั่วทั้งตัวของหลานเยว่หรู แล้วกล่าววิจารณ์ออกมาประมาณหนึ่ง
ดวงตาทั้งสองข้างของหลานเยว่หรูนั้นโกรธราวกับไฟลุกโชน และอยากที่จะฉีกไป๋อวี้ฉิงให้เป็นชิ้นๆ สีหน้าของผู้นำหลานเองก็ไม่น่าดูเช่นกัน เจ้าเด็กน้อยสมควรตายนี่!
มู่เฉียนซีกล่าว “ข้านั้นมีเงื่อนไขอยู่เพียงข้อเดียวเท่านั้น ผู้นำหลานไม่ลงมือโจมตีและส่งพวกเราออกไปจากป่าเชียนโยวอย่างปลอดภัย และผลหวายมหาจักรพรรดินั้นก็มิได้เป็นของพวกท่าน”
“เจ้า……เจ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่หรือไม่ กลับทำเรื่องน่าอัปยศให้ผู้หญิงนางหนึ่งเช่นนี้” หลานเยว่หรูกล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว
“ไม่ถือว่าเจ้