องค์ชายจิ่วเยี่ยกลายเป็นคนปรนนิบัติผู้อื่นอย่างอดทนเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว เขาผู้ที่อยู่เหนือผู้อื่นมาโดยตลอด ประเดี๋ยวไม่คุ้นเคยเขาก็วางมือลงแล้ว ตอนนี้มู่เฉียนซีจึงเลือกที่จะทำตามเขาไปก่อน
ผลสุดท้ายมู่เฉียนซีนึกไม่ถึงว่าจิ่วเยี่ยไม่เพียงแต่คุ้นเคย อีกทั้งยังชอบที่จะทำมันอีกด้วย
ทั้งสองใกล้ชิดกันเช่นนี้ทำให้จิ่วเยี่ยพึงพอใจเป็นอย่างมาก
เขาเป็นองค์ชายที่ไม่มีผู้ใดสามารถสั่งเขาได้ในแดนนรก ปฏิบัติต่อหญิงสาวผู้เป็นที่รักของเขาราวกับราชินีก็มิปาน และไม่มีสิ่งใดผิด
ทว่า สิ่งที่ทำให้มู่เฉียนซียิ่งจนปัญญาไปมากกว่านั้นก็คือ จิ่วเยี่ยป้อนข้าวให้นางก็ช่างเถอะ แต่เขา…
นึกไม่ถึงว่าเขาจะลงมือทำอาหารให้มู่เฉียนซีด้วยตัวเองอีกด้วย ทันใดนั้นมู่เฉียนซีก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้น และรู้สึกมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีอีกด้วย
มู่เฉียนซีกล่าว “จิ่วเยี่ย ข้าว่าพอเถอะนะ! เจ้าเป็นถึงองค์ชายจิ่วเยี่ยแห่งแดนนรก เหตุใดถึงได้ยอมลดเกียรติมาทำอาหารเช่นนี้ล่ะ เรื่องนี้หากคนอื่นรู้เข้าคงต้องหัวเราะเยาะเจ้าเป็นแน่”
“ใครกล้าหัวเราะเยาะข้า!” แสงเย็นวาบผ่านดวงตาของจิ่วเยี่ย
มู่เฉียนซียิ้มพลางกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ไม่มีผู้ใดกล้าแน่นอน! แต่ว่า…”
จิ่วเยี่ยก้มหน้าลงและหอมแก้มมู่เฉียนซีเบา ๆ หนึ่งครั้ง จากนั้นก็กล่าวว่า “รอมื้อเที่ยงของข้านะ!”
มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกขึ้น ห้องพักในสำนักส่วนในของนางค่อนข้างครบครัน และแน่นอนว่าต้