้นขึ้นมาแล้วและบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่จะต้องคุยกับพวกท่าน!”
หัวหน้าหุบเขาเวินเหรินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเด็กนั่นตื่นมาแล้วก็ไปเสีย มีอะไรที่ต้องคุยกันอีก?”
“พวกเราไปดูกันเถอะ ว่าเขาจะทำเรื่องอะไรอีกกันแน่ จากนั้นค่อยมาคุยกันเรื่องที่แม่สาวน้อยจะอยู่ที่หุบเขาโอสถหรือไม่นี่ต่อในภายหลัง!”
ในตอนนี้หัวหน้าหุบเขาเวินเหรินมิได้เห็นมู่เฉียนซีเป็นคนนอก และได้พานางไปด้วยกัน
แต่มู่เฉียนซียังไม่ได้ก้าวเข้าไปในประตูก็พลันกล่าวขึ้นว่า “ข้าไม่เข้าไปดีกว่า เพื่อที่จะได้ไม่ให้เจ้าหมอนั่นเห็นข้าแล้วเกิดไฟเผาใจจนต้องกระอักเลือดและเป็นลมไปอีกครั้ง มิเช่นนั้นแล้วพวกท่านต้องให้เขาพักอยู่ที่นี่อีกหลายวัน”
หัวหน้าหุบเขาเวินเหรินกล่าว “เช่นนั้นเจ้ารออยู่ที่ด้านนอกนี่เสียสักครู่ เจ้าเด็กนั่นคงไม่มีเรื่องที่สลักสำคัญอะไรมากมาย”
หัวหน้าหุบเขาเวินเหรินได้เดินเข้าไป ส่วนคำพูดทิ้งท้ายของหัวหน้าหุบเขานั้น มู่เฉียนซีไม่ค่อยจะเห็นด้วยสักเท่าไร
มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเพราะดูเหมือนว่าอวี้เหลียนชิงจะรู้แล้วว่าหอโอสถนั้นเกิดปัญหาบางอย่าง
“เจ้าหนูอวี้ เจ้าเรียกหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ?” หัวหน้าหุบเขาเวินเหรินถามขึ้น
อวี้เหลียนชิงมองไปที่หัวหน้าหุบเขาเวินเหรินแล้วกล่าว “ในเมื่อท่านหัวหน้าหุบมาแล้ว เช่นนั้นข้าผู้เป็นชนรุ่นหลังก็จะพูดตรง ๆ เลยแล้วกัน”
“พลังของหอโอสถของพวกท่านคงใกล้จะหมดลงแล้ว!”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” นี่เป