มู่เฉียนซีตอบกลับไปทั้งที่คิ้วยังขมวดมุ่น “ใช่แล้ว ข้านี่แหละ ทำไม พวกเจ้ามีอะไรรึ ?”
“เจ้ายังกล้าถามอีกรึว่าทำไม ?” ซวนอี้ตกตะลึง
“โอ้! สวรรค์โปรดมู่เฉียนซี… นางเป็นนักปรุงยา”
“นางไม่ใช่มนุษย์แน่นอน ข้าไปสืบมาแล้ว”
“นี่นาง…”
เพียงไม่นาน เสียงผู้คนโอดครวญดังอื้ออึงไม่ขาดสาย แน่นอนว่าผู้ที่ได้รับแรงกระทบมากที่สุดคือซวนอี้ เพราะเขานั้นเป็นผู้เดียว ณ ที่นี้ที่รู้ว่ามู่เฉียนซียังมีอีกตัวตนหนึ่ง นั่นก็คือนักหลอมอาวุธยังไงเล่า!
นางจะเก่งกาจไปถึงไหนกัน!
ท่ามกลางความตระหนกตกใจ ผู้อาวุโสสูงสุดก็เดินเข้ามา เขากล่าวกับเหล่าศิษย์ของตนเองด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดีนัก “เรื่องเช่นนี้กลับไม่รายงานผู้เป็นอาจารย์ แย่จริง รีบกลับไปแล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ข้าฟังแต่โดยดี”
ท้ายที่สุดแล้ว มู่เฉียนซีก็ถูกผู้อาวุโสสูงสุดพาตัวไปและนางเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง
“ฮึ่ม เจ้าเฒ่านั่นยืมตัวศิษย์ของข้าไปแต่มิได้ให้ผลประโยชน์อันใดแก่ข้าเลย และเจ้า เจ้ากลับไปตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนั้นเสียได้”
มู่เฉียนซีคอตกไปเล็กน้อยพลางเอ่ยออกมาเสียงอ่อย “เอ่อ… คือ… ของรางวัลของหอโอสถในครั้งนี้ทำให้ข้าตื่นเต้นนัก ข้าจึง…”
“เจ้าหวงฝู่นั่นก็รังแกกันเกินไป เจ้าตามข้ามา ข้าจะพูดกับเขาเสียหน่อย”
เมื่ออาจารย์ใหญ่หวงฝู่เห็นผู้อาวุโสสูงสุดดึงตัวมู่เฉียนซีมาจนถึงตรงหน้าเขา เขาตะลึงค้าง ทว่าผู้อาวุโสไม่ใส่ใจตรงนั้น เขากล่าวขึ้น “ยืมตัวศิษย์ของข้าไปก็