งมาตั้งแต่ในสำนักศึกษา มู่เฉียนซีไม่ใช่คนโง่เขลา นางรู้ได้โดยพอประมาณแล้วว่าใครเป็นคนสั่งมา
นางรู้ว่ามีผู้สะกดรอยตามมาและยังมีแผนสังหารนางอีก คนอย่างนางไม่เลือกที่จะถอยกลับอยู่แล้ว แม้พลังความสามารถของฝั่งตรงข้ามจะไม่ใช่จักรพรรดิแห่งภูตระดับเก้า ทว่าเป็นระดับมหาจักรพรรดิระดับหนึ่ง
นางรู้ว่าตนเองในเวลานี้ยังไม่สามารถสู้ได้ แต่ก็สามารถหลบหนีได้
การลอบสังหารผู้ที่ตามมาฆ่านางก็เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกในสนามจริงประเภทหนึ่ง เข้าไปที่สำนักศึกษาซวนเสียตั้งนานเช่นนั้น นางเลยมิได้มีโอกาสฝึกผ่านการฆ่าฟันจริง ๆ เสียที
นี่เป็นโอกาสดีที่จะฝึกฝีมือ นางจ้างสัตว์วิญญาณที่สามารถใช้เป็นสัตว์พาหนะเดินทางทางอากาศได้ เป้าหมายคือเดินทางไปที่ป่าหนานเสีย ทว่าการสะกดรอยตามของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้หายไป นางถูกติดตามมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงชายป่าหนานเสีย
น่าเสียดายที่แรงกดดันจากสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงของคนที่ตามนางมาทำให้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพาหนะของมู่เฉียนซีตื่นตระหนกและเปลี่ยนทิศทาง มันพุ่งทะยานเข้าไปที่ส่วนกลางของป่าหนานเสีย
ทันใดนั้น เงาร่างสีเทายืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนนกกระเรียนดำปรากฏตัวต่อหน้ามู่เฉียนซี เขากระโดดลงจากนกกระเรียนตัวนั้นและอยู่ในท่วงท่ายืนตัวตรงกลางอากาศ
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาแสยะยิ้มเย็นชาก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ข้าติดตามเจ้ามาตลอดทาง และหาสถานที่กลบฝังกระดูกของเจ้าไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งที่นั่นเป