ยก็พอแล้ว”
สีหน้าของฉืออีอีพลันเป็นไปมาก ดวงตาพร่ามัวจนแทบจะเป็นลมล้มไป นางโดนเขี่ยทิ้งเสียแล้ว!
มู่เฉียนซีกล่าว “อย่าได้กลัวไปเลย รับมือกับคนเช่นฮูหยิน ข้าก็ไม่อยากจะใช้วิธีที่ทรมาน กินยาเม็ดนี้ซะ”
“ยาพิษ?” ฉืออีอีตัวสั่นไปทั้งตัว
“วางใจเถอะ ข้ารับปากหัวหน้าตำหนักแล้ว ไม่ทำให้เจ้าตายหรอก”
“ข้าไม่กิน ข้าไม่กิน!” นางกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
มู่เฉียนซีกล่าว “หัวหน้าตำหนักโม่ ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่ยอมร่วมมือด้วย”
“เด็ก ๆ! จับฮูหยินฉือกินยานั่นซะ”
เห็นได้ชัดว่าฉืออีอีนั้นแทบจะหมดอาลัยตายอยากแล้ว บุรุษของนางถึงคราที่ใจดำอำมหิตขึ้นมา นึกไม่ถึงว่าจะไร้ซึ่งความปรานีเช่นนี้
“ข้า ข้ากินเอง!”
เม็ดยาที่ฉืออีอีกินเข้าไปนั้นเป็นยาสะกดจิต ทันทีที่นางกลืนลงไป ดวงตาของนางดูไร้ชีวิตชีวา น้ำเสียงที่น่าหลงใหลเสียงหนึ่งดังขึ้น “บอกข้ามา เจ้าเป็นคนวางยาพิษให้คุณหนูใหญ่ชิงหมดสติไป ใช่หรือไม่ ?”
“ใช่!”
คำตอบเพียงคำเดียวนี้ทำให้ทุกคนต่างโกรธเกรี้ยวขึ้นมา
มู่เฉียนซีกลับกล่าวถามด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบว่า “เพราะเหตุใด ?”
“โม่จิ่นสมควรตาย เขากล้าว่าข้าอัปลักษณ์ เขาตามติดโม่ซางคงราวกับเป็นเงาตามตัว มีเขาคอยช่วยสนับสนุน อีกทั้งด้วยความสามารถของโม่ซางคงแล้ว โม่ซางคงต้องได้ตำแหน่งหัวหน้าตำหนักเป็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้นลูกชายข้าจะทำเช่นไร ?”
มู่เฉียนซีตกใจเล็กน้อย นางกล่าวถามว่า “หัวหน้าตำหนักโม่ ท่านยังมีบุตรชายอีกงั้นเหร