มู่เฉียนซีเงยหน้าขึ้นมองจิ่วเยี่ย ดวงตาสีฟ้าราวกับน้ำแข็งคู่นั้น ตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแล้ว ทันทีที่มองก็ทำให้มีความรู้สึกตกลงไปในห้วงลึกก็มิปาน
“ซี!”
“ซี!”
“……”
จิ่วเยี่ยตะโกนเรียกด้วยเสียงแหบแห้ง และตะโกนเรียกติดต่อกันหลายครั้ง ชื่อนี้สามารถทำให้เขาเรียกสติกลับมาจากความบ้าคลั่งนั้นได้
มู่เฉียนซีเขย่งปลายเท้าเอาแขนโอบรอบคอเขา และกล่าวข้างหูเขาว่า “ข้าอยู่นี่แล้ว”
“จิ่วเยี่ย ข้าอยู่นี่ อีกไม่นานเจ้าก็จะไม่เป็นอะไรแล้วนะ”
จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าความอ่อนโยนของคนตรงหน้านี้ไม่จริง เขากอดนางแน่น จากนั้นก็บรรจงจูบลง แค่บรรจงจูบ จะบรรเทาความต้องการของคำสาปอันมืดมิดที่กระตุ้นออกมาได้อย่างไรกัน ดังนั้น……
ฉึก!
เมื่อเสื้อผ้าของตัวเองถูกฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ เช่นนี้ มู่เฉียนซีกลับไม่สามารถสลัดหลุดออกจากแขนที่ดุจดั่งเหล็กเย็นยะเยือกหมื่นปีของจิ่วเยี่ยได้ ร่องรอยจูบนั้นค่อย ๆ ลึกลงไป พิสูจน์ได้ว่าดินแดนแห่งนี้กษัตริย์จิ่วเยี่ยนั้นได้เคยมาเยือนแล้ว
อุณหภูมิที่ลุกไหม้นั้นก็ได้ลดลงอีกครั้ง
“เชอะ! ตอนนี้ก็ควบคุมได้ ที่รัก ชายผู้นี้ไร้ความรู้สึกต่อผู้หญิงใช่ไหม!” เสียงกล่าวหยอกล้อเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หากเขาชอบไม้ป่าเดียวกัน เช่นนั้นข้าก็วางใจไปเปราะนึง”
มู่เฉียนซีกล่าว “นิรันดร์ เจ้าพอได้แล้ว แล้วตกลงนทีแห่งวิญญาณนี้มันใช้ยังไง ?”
มู่เฉียนซีผลักจิ่วเยี่ยที่ควบคุมตัวเองได้เล็กน้อยออก จากนั้นก็ได้เอานทีแห่ง