สนใจไยดีกลไกวิญญาณ และตามหาเบาะแสต่อไป ทำให้กลไกวิญญาณต้องเลิกแสร้ง
“นี่! เจ้าก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าข้าไม่ได้หลับ เหตุใดถึงได้เมินเฉยเช่นนี้” มู่เฉียนซีเมินเฉยมัน แต่มันกลับเป็นฝ่ายมาพัวพันกับมู่เฉียนซีเอง
“ไม่เมินเฉยใส่เจ้าแล้วจะยังไงรึ ? อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่มีทางบอกข้าอยู่แล้วว่าตาเฒ่าบ้านั่นพาหลินเอ๋อร์ไปที่ไหน ?”
“เหอะ! เจ้าก็รู้ตัวก็ดีหนิ่ ข้าไม่บอกเจ้าหรอกว่าตาเฒ่าบ้านั่นมันกำลังมุ่งหน้าไปที่ตำหนักเทียนสุ่ยหลิง”
มู่เฉียนซีผงะไปครู่หนึ่ง “ตำหนักเทียนสุ่ยหลิง แล้วมันอยู่ที่ไหนกันเล่า ?”
“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก เจ้าค่อย ๆ หาเองเถอะ!”
ในเมื่อมันเป็นสุ่ย (สุ่ย แปลว่า น้ำ) เช่นนั้นก็……
มู่เฉียนซีก้มลงมองพื้นทะเลใต้ฝ่าเท้า นางทำได้เพียงแค่เดินอยู่บนพื้นผิวของทะเล แต่เข้าไปไม่ได้
ดูเหมือนว่าใต้ฝ่าเท้าของนางถูกกั้นด้วยกระจกใสชั้นหนึ่งก็มิปาน หากนางจะลงไปในทะเลก็จำเป็นต้องเปิดชั้นกระจกใสที่อยู่ตรงหน้านี้ให้ได้เสียก่อน
มู่เฉียนซีชักกระบี่มังกรเพลิงออกมาจากฝักเพื่อที่จะลองดู กระบี่มังกรเพลิงถูกยกขึ้นตัดผ่านอากาศ พร้อมกับเสียงตะโกนอย่างดุดันว่า “มังกรเพลิงพิฆาต!”
ตูม!
เสียงตูมดังขึ้น ทว่า มู่เฉียนซียังคงทำลายมันไม่ได้ ไม่อาจลงไปในใต้ทะเลได้
“น้ำสามารถควบคุมไฟได้ เจ้าใช้พลังธาตุเพลิงโจมตี หากสามารถทำลายได้ก็แปลกแล้ว”
“ไฟทำอะไรไม่ได้ แต่น้ำหยดลงหิน หินยังกร่อนได้!”
“โล่มังกร วารี!” พลังวิญญาณของมู่