หลังจากที่อวิ๋นเฟิ้งลุกขึ้นยืนได้ไม่นาน พลังของนางก็เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด และสิ่งนี้ทำให้เจ้าสำนักอวิ๋นเยียนเป็นอย่างมาก
“เฟิ้งเอ๋อร์!”
บีบบังคับให้พลังวิญญาณเพิ่มขึ้น เช่นนั้นต่อไปหากเฟิ้งเอ๋อร์ก็จะทะลวงพลังวิญญาณขั้นมหาจักรพรรดิแห่งภูตก็จะประสบกับความทุกข์ยากลำบากอย่างหนัก
เดิมทีสำนักอวิ๋นเยียนของพวกเขาต้องการจะมีมหาจักรพรรดิแห่งภูตเพิ่มขึ้นอีกคน แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในวังมงคลเช่นนี้
ทว่า ไร้หนทางที่จะขัดขวางแล้ว หากเฟิ้งเอ๋อร์ต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กนั่นจริง ๆ พวกเขาคงต้องเสียหน้าอย่างแน่นอน
ตูม!
ในเวลานี้เอง พลังวิญญาณของอวิ๋นเฟิ้งก็ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นจักรพรรดิแห่งภูตระดับเก้า ระดับสูงสุดแล้ว เส้นทางห่างจากขั้นมหาจักรพรรดิแห่งภูตเพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
เชียนอ้าวเซี่ยกล่าว “สำนักอวิ๋นเยียนของพวกเจ้าช่างไร้ยางอายยิ่งนัก! คราก่อนใช้ยาวิญญาณเพิ่มพลังวิญญาณแล้ว มาครานี้ยังใช้ยาวิญญาณอีก”
เจ้าสำนักอวิ๋นเยียนกล่าว “องค์รัชทายาทเซี่ย อย่าได้กล่าววาจาหยาบคายใส่ร้ายคนอื่นเช่นนี้ ลานประลองก็มีผู้คนมากมาย มีใครเห็นเฟิ้งเอ๋อร์กินยาวิญญาณเข้าไปบ้างล่ะ เดิมทีเฟิ้งเอ๋อร์มีพลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้เป็นที่ดึงดูดสายตามากเกินไป ก็เลยใช้วิชาควบคุมพลังวิญญาณเอาไว้ก็เท่านั้น”
อวิ๋นเฟิ้งไม่ได้กินยาวิญญาณให้ใครเห็นก็จริง ทว่า ด้วยสถานะของนางแล้ว เกรงว่า