ทุกคนนั้นล้วนแต่ตกตะลึง อยากที่จะเห็นว่าสรุปแล้วเขานั้นเป็นชายเช่นไรที่สามารถทำให้คุณหนูใหญ่อวิ๋นเฟิ้งผู้หยิ่งทะนงนั้นอ่อนโยนต่อเขาได้มากเช่นนี้
บุรุษผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อน ถึงแม้ว่าขาทั้งสองข้างจะมิอาจเดินได้ แต่ด้วยรัศมีของความไม่เป็นรองใคร จึงทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะดูแคลน
“อวู่ซวง เมื่อข้าพบเจ้า ข้าก็ชอบพอเจ้าตั้งแต่แรกเห็น อยากที่จะแต่งงานออกเรือนกับเจ้า วันนี้เป็นงานฉลองอายุครบสามสิบปีของข้า เจ้ายินดีที่จะขอข้าแต่งงานหรือไม่ ?” สายตาของอวิ๋นเฟิ้งนั้น ลึกซึ้งอย่างที่สุด
ในตอนนี้เอง เงาร่างสีม่วงเงาหนึ่งก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าของอวิ๋นเฟิ้ง
“แน่นอนว่าเขาคงไม่ยินยอม เจ้าเองก็อย่าได้ฝันกลางวันเลย” มู่เฉียนซียืนอยู่ตรงหน้าอวิ๋นเฟิ้ง มองนางอย่างพิจารณาในระยะใกล้ รอมายาวนาน ในที่สุดนางก็ได้เห็นหญิงผู้ที่ทำให้ท่านอาเล็กนั้นสูญเสียการมองเห็นของดวงตาทั้งสองข้างไปเสียที
อวิ๋นเฟิ้งเองก็มองสาวน้อยผู้นี้อย่างพิจารณา นางมองใบหน้าของหญิงสาวผู้นี้ที่ไร้ซึ่งการตบแต่งใบหน้า แต่กระนั้นแม้แต่ขนเพียงเส้นเดียวก็มิอาจมองเห็นได้ สตรีอายุน้อยมู่เฉียนซีมีใบหน้าที่เรียบเนียนราวกระเบื้องเคลือบก็มิปาน
ใบหน้าของนางนั้นงดงามประณีตนัก ไม่ว่านางจะแต่งหน้าเช่นไรก็มิอาจเทียบเทียมได้
เพราะนางนั้นบรรลุขั้นราชาได้อย่างรวดเร็ว ลักษณะภายนอกมองดูก็มีอายุราวสิบสองปีกว่า แต่ตัวนางเมื่อเทียบกับมู่เฉียนซี