่าซีเอ๋อร์หลานสาวเขากล่าวไว้ว่า ทั้งหมดนั้นปล่อยให้นางจัดการ เขาจึงหยุดยั้งไม่ออกมือ
อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งสำนักอวิ๋นเยียนประลองกับอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งทวีปเซี่ยโจว มาตอนนี้หลานสาวของเขานั้นเป็นเพียงแค่ก้อนกรวดก้อนเล็ก ๆ ที่ใต้เท้านางเท่านั้น
มู่เฉียนซีและอวิ๋นเฟิ้ง ทั้งสองมาถึงเวทีประลองขนาดใหญ่ของสำนักอวิ๋นเยียนแล้ว
งานเลี้ยงยังไม่เริ่มขึ้น แต่กลับมีเรื่องที่น่าชมให้ดูเสียก่อน เหล่าบรรดาแขกทั้งหลายก็ได้เข้ามาที่บริเวณรอบ ๆ เวทีเพื่อร่วมชมการประลองด้วยความตื่นเต้นสนใจ พวกเขาเองก็ใคร่ที่จะเห็นนักว่าอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งเซี่ยโจวที่เป็นตำนานกล่าวขานราวเทพนั้นจะเก่งกาจสักเพียงใด บนเวทีประลองยุทธ์ หญิงสาวทั้งสองเจิดจรัสเป็นอย่างมาก
ผู้หนึ่งมาในอาภรณ์สีแดงที่ดูหยิ่งยโสราวกับนกกระจอกที่บินร่อนอยู่กลางอากาศ อีกผู้หนี่งมาในอาภรณ์สีม่วงทั้งตัว ดูสูงส่งทว่าแฝงความเกียจคร้านในนิสัย และหยิ่งผยองราวกับสายลมที่ปลิวพัด
สายตาของมู่เฉียนซีจ้องมองอวิ๋นเฟิ้งอย่างเย็นยะเยือก นางกล่าวขึ้น “แค้นเมื่อครานั้น วันนี้พวกเรามาสะสางกันให้ละเอียดเน้น ๆ!”
อวิ๋นเฟิ้งหัวเราะ “หึ ๆ มู่เฉียนซี เห็นแก่หน้าของอวู่ซวง ข้าจะไม่เอาชีวิตเจ้า แต่เจ้าก็อย่าได้โอหังไปนัก ที่ข้าทำเช่นนั้นกับอวู่ซวงในตอนนั้น ก็เพราะว่าข้ารักเขา” ทำให้ดวงตาของท่านอาสูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้าง แล้วยังมีหน้ามากล่าวว่าทำไปเพราะความรัก สายต