งจะบรรลุนิติภาวะและมีพลังวิญญาณขั้นราชาเช่นนี้ พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
หนานอินกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “พี่ใหญ่อวิ๋น เสด็จพี่ ช่วยข้าด้วย! นางจะฆ่าข้า” เมื่อได้ยินเสียงที่แหบแห้งของหนานอินทั้งสองจึงได้สติกลับมา
ตอนนี้มู่เฉียนซีก็ปล่อยมือแล้ว แต่ดูเหมือนว่าหนานอินนั้นได้สูญเสียพลังไปทั้งหมด และร่างนางก็ยืนอย่างโซซัดโซเซ
ในเวลานั้นนางรู้สึกราวกับว่าได้เผชิญหน้ากับยมทูตก็มิปาน หากกระบี่นุ่มท่อนนั้นตัดลึกกว่านี้มีหวังข้อมือของนางต้องขาดเป็นแน่
มู่เฉียนซีกล่าวขึ้นว่า “หากสู้ข้าไม่ได้ก็อย่าได้มาท้าทาย มันสมองของเจ้ายังบกพร่องอยู่มากนัก”
หนานเฉารีบเข้าไปประคองน้องสาวตัวเองและห้ามเลือดให้นางไว้ และตอนนี้ดูเหมือนว่าหนานอินไม่มีเลือดแล้ว นางเสียเลือดไปเยอะมากจนทำให้สีหน้านางในตอนนี้ซีดขาวราวกระดาษ
หนานเฉากล่าวขึ้นว่า “แม่นางเฉียน นี่เจ้าโหดร้ายเกินไปแล้ว หากข้อมือน้องข้ารักษาไม่หายขึ้นมามีหวังต้องแย่แน่ ๆ”
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา “นางเอากระบี่มาชี้หน้าข้าถึงสองครั้งสองครา ซึ่งข้าไม่ชอบมาก การที่ข้าทำให้นางบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ นับว่าข้าอ่อนโยนกับนางมากแล้ว”
บนพื้นเต็มไปด้วยเลือดของหนานอิน นี่เรียกว่าอ่อนโยนแล้วงั้นเหรอ?
หนานเฉาตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว “เจ้าบังอาจยิ่งนัก! ”
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงพระราชโอรสของฮ่องเต้ จะยอมให้หญิงสาวผู้นี้มาอวดดีหยิ่งผยองต่อหน้าเขาได้อย่างไรกัน ถึงแม้ว่