จิ่วเยี่ยมาด้วยท่าทีที่ร้ายมาก มู่เฉียนซีจึงรีบกล่าวถาม “จิ่วเยี่ย เจ้าเป็นอะไรไป ?”
“ออกมาก็ได้ เจ้าคิดว่าข้ากลัวเจ้ามากนักรึ ?” แสงสีเขียวสว่างวาบ ฉับพลันทันใดอาถิงปรากฏกายออกมา
ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นของจิ่วเยี่ยเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งและเต็มไปด้วยจิตสังหารจ้องมองไปที่อาถิง “ข้าไม่ชอบให้มีคนมาโกหกข้า”
อาถิง “ข้าไม่ได้โกหกใครทั้งนั้น นางก็อยู่ในเซี่ยโจวแห่งนี้ เจ้าหาไม่เจอนั่นก็เป็นเพราะเจ้าไร้ความสามารถเอง”
กลิ่นอายของจิ่วเยี่ยที่แผ่ซ่านออกมานั้นยิ่งน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ และอาถิงก็ยิ่งทวีความโกรธ เขากล่าวต่อว่า “ของบางอย่าง หากมันไม่ใช่ของเจ้า ก็ไม่ใช่ของเจ้าอยู่วันยังค่ำ เอามาให้ข้าประเดี๋ยวนี้”
“เจ้าไม่มีคุณสมบัตินั้น!”
“เช่นนั้นเจ้าก็บอกข้ามาว่าบนโลกนี้มีใครที่มีคุณสมบัติมากไปกว่าข้า”
ทั้งสองจ้องตากัน ดวงตาลุกโชนเป็นไฟ มู่เฉียนซีมือไวตาไวมาก นางรีบคว้าจิ่วเยี่ยเอาไว้ ปากก็กล่าวขึ้น “จิ่วเยี่ย…”
“หากพวกเจ้าทั้งสองคิดจะเปิดศึกกันอีกครา จวนตระกูลมู่ของข้าแบกภาระเอาไว้ไม่ไหวแน่”
“นี่อาถิง เจ้ากล่าววาจาดี ๆ หน่อยไม่ได้รึ ? เจ้ายั่วโมโหเขาเช่นนี้ คิดจะรนหาที่ตายรึ ?!” มีมู่เฉียนซีคอยไกล่เกลี่ยเช่นนี้ ทั้งสองจึงสงบสติอารมณ์ลงบ้าง
มู่เฉียนซี “ตกลงแล้วเจ้าต้องการอะไรกับจิ่วเยี่ยกันแน่ ? บอกข้าได้หรือไม่ ?”
อาถิงตะคอกอย่างเย็นชา “เหอะ! ข้าบอกเจ้าไปเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่มีทางใ