ห้เจ้าเด็ดขาด”
จิ่วเยี่ยคว้ามู่เฉียนซีมากอดพลันกระซิบข้างหูนาง “ยังไม่ถึงเวลา”
อาถิงเห็นเช่นนี้ก็ผงะไปครู่หนึ่ง “เจ้าว่าอย่างไรนะ ? เมื่อถึงเวลาเจ้าจะให้นางงั้นรึ ? ข้านึกไม่ถึงเลยจริง ๆ…”
จิ่วเยี่ยจ้องอาถิงด้วยสายตาเย็นชาเพื่อให้เขานั้นหุบปาก “เจ้ามีปัญหารึ ?”
อาถิงเลิกคิ้วพลางทำสีหน้าดูถูก “เหอะ! ข้ามีปัญหาแน่นอน แต่เจ้าจะทำอะไรล่ะ ?”
ทั้งสองคนจ้องตากันพลางคุยกันทางจิต
อาถิงกล่าว “ทางที่ดีที่สุดเจ้าอย่าลืมคำพูดของตัวเจ้าเองจะดีกว่า”
“แน่นอน”
“จิ่วเยี่ย เจ้ายังมีมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์อะไรอยู่หรือ ?” ถึงแม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้บอกความลับนั้น แต่ด้วยคำพูด มู่เฉียนซีก็พอจะเดาออกอยู่บ้าง สิ่งเดียวที่ทำให้อาถิงเป็นเช่นนี้ได้นั่นก็คือมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์
มู่เฉียนซี “จิ่วเยี่ย ตอนนี้ข้ามีศาลานิรันดร์ มีแหวนมังกรเทพวารี และยังมีหม้อเทพนิรันดร์อยู่ หากเจ้ายังมีมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์อยู่กับตัว เจ้าก็เก็บเอาไว้กับตัวเองเถอะ”
อาถิง “ไม่ได้ นี่เจ้าบ้าไปแล้วรึ ? สิ่งที่เขามีอยู่ไม่ใช่มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ธรรมดา ๆ”
“ไม่ ต้องมอบมันให้กับเจ้าเท่านั้นข้าถึงจะวางใจ” จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างไม่ยอมให้อาถิงสอดปากสอดคำได้
พวกเขาสองคนดูเป็นกังวลมาก มู่เฉียนซีก็แปลกใจมากเช่นกันว่าแท้ที่จริงแล้วมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์นั้นเป็นอะไรกันแน่
“ในเมื่อเจ้ายืนยันว่าไม่ได้โกหกข้า เช่นนั้นเจ้าก็ไสหัว