งจากที่ยกทัพฝ่าประตูเข้าเมืองหลวงแคว้นชิงได้ มู่เฉียนซีก็กล่าวขึ้นว่า “ทุกอย่างใกล้เรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าสามพี่น้องปรึกษากันเถอะว่าจะเอาอย่างไรต่อ ข้าต้องขอตัวก่อนแล้ว”
การที่มู่เฉียนซีชี้นิ้วสั่งเช่นนี้ทำให้อ้านจิ่วโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา เขาปีนป่ายขึ้นมาจากนรก ผ่านความมืดมนมามากมายไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ มู่เฉียนซีเป็นคนแรกที่กล้าทำให้เขาโกรธเกรี้ยวได้ถึงเพียงนี้
ส่วนซวนหยวนหลี่เทียนก็กล่าวขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว “มู่เฉียนซี เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน ? จะทิ้งให้พวกเราจัดการรึ ? เดิมทีก็เป็นเจ้าเองที่ให้ยกทัพมา”
สุดท้ายเสียงที่นิ่งสงบของอ้านจิ่วก็ดังขึ้น “ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาบ่น เรายังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ”
หากจะว่ามู่เฉียนซีเอาแต่ชี้นิ้วสั่งการก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพียงแต่ตอนนี้นางเสียเวลามามากเกินไปแล้ว หม้อเทพนิรันดร์บอกนางเอาไว้ว่าอีกไม่นานจะเข้าสู่นิทรา นางจึงต้องรีบกลับไปหาท่านอาให้เร็วที่สุด
……
“ท่านอา ข้ากลับมาแล้ว”
แม้เวลานี้ทั้งสองแคว้นจะกำลังสู้รบกัน ทว่ามู่เฉียนซีนั้นได้กลับมายังจวนตระกูลมู่แล้ว
เมื่อมู่อวู่ซวงเห็นหลานสาวกลับมา ดวงตาของเขาก็อ่อนโยนลง “ซีเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ ?”
มู่เฉียนซียิ้ม กล่าวว่า “ท่านอา ครั้งนี้ข้าไม่เพียงแต่จะกลับมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น ข้ายังนำหม้อเทพนิรันดร์กลับมาได้ด้วยเจ้าค่ะ”
“เจ้าหม้อเทพนิรันดร์ แล้วเจ้าจะตรวจร่างกายของท่