งอวิ๋นรีบรุดเข้าไปขวางหน้ามู่เฉียนซีด้วยความกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก
“เป็นเพียงกลุ่มนักผจญภัยเล็ก ๆ กล้ากล่าวปฏิเสธข้างั้นรึ ?!” ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าวดูแคลน
มู่เฉียนซี “ตาเฒ่าเอ๋ย ท่านคิดจะบีบบังคับให้ข้าไปเป็นศิษย์เช่นนั้นหรือ ข้าก็อยากจะรู้เช่นกันว่าท่านจะจับข้าไปเป็นศิษย์ได้หรือไม่” กล่าวจบมู่เฉียนซีก็ล่องหนไปรอบ ๆ ป่าด้านนอก อุบายการแก่งแย่งคว้าชิงเช่นนี้ของสำนักอวิ๋นเยียน นางเห็นมานักต่อนักแล้ว
นางแสดงท่าทางบอกเป็นนัยกับเฟิงหลิงอวิ๋นว่าไม่ต้องเป็นห่วงเลย
“ไปจับตัวมาให้ข้า”
ปฏิเสธการเป็นศิษย์เขาไปคราหนึ่งแล้ว ยังจะกล้าวิ่งหนีเขาอีก ผู้อาวุโสเจ็ดจะทนได้อย่างไรกันเล่า
พวกเขาวิ่งตามมู่เฉียนซีกันไปหมด จนในที่สุดก็เหลือเพียงแค่คนของกลุ่มนักผจญภัยหลิงอวิ๋น
“ท่านผู้นำกลุ่ม คุณชายมู่คนเดียวรับมือไหวจริง ๆ หรือขอรับ ?” พวกเขากล่าวถามเบา ๆ
เฟิงหลิงอวิ๋น “เขาไม่มีวันทำอะไรที่เขาไม่มั่นใจแน่นอน พวกเรากลับเมืองกันไปก่อนเถอะ”
ความเร็วของมู่เฉียนซีนั้นถือได้ว่ารวดเร็วราวลมพายุ ถึงแม้ความแข็งแกร่งของผู้อาวุโสเจ็ดจะมีมาก เขาเป็นถึงขั้นจักรพรรดิระดับเก้า แต่เขาก็ไม่อาจไล่ตามมู่เฉียนซีทัน อีกทั้งความสมบูรณ์ของเทือกเขาชีชงทำให้นางหลบซ่อนตัวได้ดี พวกเขาจึงหาตัวมู่เฉียนซีไม่เจอ
ผู้อาวุโสเจ็ดกรุ่นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ในฐานะที่อวิ๋นปู้หลัวเป็นเจ้าสำนักของสำนักย่อย เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านผู้อาวุโสเจ็ด ระ