มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าไม่เพียงแค่จะดูน่าเกลียดเพียงอย่างเดียว ทว่าน่าจะพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเกลียดอีกด้วย”
กู่ชิว “เจ้าช่างคุยโวโอ้อวดอย่างไร้ยางอายนัก”
“จะประลองอย่างไรล่ะ ? บอกกฎกติกาข้ามาสิ” มู่เฉียนซีกล่าว
ผู้อาวุโสสามของสำนักตานซินกล่าว ใบหน้าเขาฉงนสงสัย “ตานคุน นี่เป็นศิษย์ในสำนักตานจี้ของเจ้ารึ ? ช่างไม่รู้จักมารยาทเอาเสียเลย เจ้าไม่รู้จักสั่งสอนศิษย์ของเจ้าบ้างหรืออย่างไร ?”
เจ้าสำนักตานจี้—ตานคุน กล่าวตำหนิอยู่ในใจ ‘สั่งสอนรึ ? ข้าจะไปสั่งสอนคนอย่างผู้นำตระกูลมู่ได้อย่างไรกัน ?’
ตานคุนยิ้ม กล่าวว่า “คนวัยหนุ่มสาวมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนสูง ย่อมอวดดีเป็นธรรมดา ขอเพียงเข้าใจก็พอแล้ว”
ใบหน้าของผู้อาวุโสสามแห่งสำนักตานซินพลันเปลี่ยนกลายเป็นยินดี “ตานคุน เจ้าช่างใจกว้างยิ่งนัก ศิษย์เจ้าผู้นี้จะขึ้นเหยียบหัวเจ้าแล้วแท้ ๆ เจ้ายังมีหน้าบอกว่าเข้าใจอีกรึ ?”
หากศิษย์สำนักตานซินของพวกเขาอวดดีเช่นนี้ เขาคงจะตบสั่งสอนไปแล้ว
มู่เฉียนซีตะเบ็งเสียง “หยุดไร้สาระกันได้แล้ว ตกลงจะประลองอย่างไรก็รีบประลองเถอะ เสร็จการประลอง พวกเจ้าก็ไสหัวออกไปจากสำนักตานจี้ด้วย”
“จะ… จะ… เจ้าไร้มารยาทยิ่งนัก เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เหตุใดถึงได้กล่าววาจาเช่นนั้นกับผู้อาวุโสกว่า” ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักตานซินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ตานคุนลอบสะใจ ‘ใครใช้ให้พวกเจ้ามาอวดดีถึงสำนักข้า เจอคนอวดดีกว่าสักหน่อยเป็นอย