นล้วนแต่หยิ่งทะนงในตนเอง
เหล่าศิษย์ของสำนักตานจี้โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ แทบทนไม่ไหวเกือบจะเข้าประจันบานกับพวกนั้น
ตานคุนกล่าวขึ้น “มีสหายเดินทางมาจากแดนไกล แน่นอนว่าข้านั้นมิกล้าชักช้า การแข่งขันครั้งนี้พวกเราสำนักต้านจี้เข้าร่วมแน่แล้ว ไม่ทราบว่าฝั่งพวกเจ้านั้นผู้ใดเป็นผู้ที่จะมาประลองฝีมือรึ ?”
ผู้อาวุโสอันดับสามแห่งสำนักตานซินมองไปที่ชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่ง “นี่คือกู่ชิว เป็นศิษย์ที่ฝีมือระดับธรรมดาของสำนักเรา ครั้งนี้ให้เขานั้นมาท้าประลองกับลูกศิษย์สำนักเจ้า หากศิษย์ของพวกเจ้ายังไม่สามารถเทียบได้แม้แต่กู่ชิว เช่นนั้นการแลกเปลี่ยนสามสำนัก พวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมแล้ว อย่างไรเสียไปร่วมก็จะเสียหน้า”
ตานคุนบ่นอยู่ในใจ ‘นักปรุงยาระดับกลางเป็นศิษย์มือธรรมดาที่มีพรสวรรค์ เจ้าไปหลอกคนอื่นเถอะ!’
แม้ว่ากู่ชิวจะไม่ใช่ศิษย์ระดับสูงในสำนักตานซิน แต่อย่างน้อยเขาก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับกลาง
มู่เฉียนซีคาดว่าชายที่หยิ่งยโสในชุดดำผู้นั้น ดู ๆ แล้วน่าจะอายุราวสามสิบปี เขามีความทะนงตนในความเป็นนักปรุงยา หยิ่งยโสยืดอกราวกับว่าตนเป็นผู้มาจากฟากฟ้า
ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักตานซินกล่าว “พวกเจ้าสำนักตานจี้ให้ผู้ใดมาประลองรึ ? ถ้าหากว่าส่งมาคนเดียวไม่สามารถเอาชนะได้ละก็ จะส่งลงมาหลายคนก็ได้ แต่ถึงจะส่งมากี่คน พวกข้าก็จะทำให้พวกเจ้าแพ้อย่างไรข้อกังขา”
ในขณะนั้นเอง เสียงที่ราวกับน้ำพุใสสะอาดก็ดังขึ้น