รบกวนเจ้าอีกแล้ว”
แม้จะกล่าวไปเช่นนั้น แต่หากเป็นเรื่องการช่วยรักษาอาการป่วยของท่านอาเล็ก มู่เฉียนซีไม่มีความเกรงใจใด ๆ กับจิ่วเยี่ย
ในขณะที่จิ่วเยี่ยกำลังจะคว้าร่างของมู่เฉียนซีมากอด ทันใดนั้นร่างสีเขียวพลันปรากฏขึ้น ตะโกนด้วยน้ำเสียงที่น่าหลงใหล
“เยี่ย!”
ถูกขัดจังหวะเช่นนี้ จิ่วเยี่ยไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งยวด เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกราวน้ำแข็งทันที
“ไสหัวออกไป! ”
จื่อโยวกระโดดขึ้นหน้าต่างก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมีชัยอย่างผู้ที่เหนือกว่า “เยี่ย ได้เรื่องแล้ว เจ้าแน่ใจรึว่าจะไม่ฟังข้า ?”
จิ่วเยี่ยถอนหายใจ เขาเดินไปตรงหน้าจื่อโยว
“ว่ามา”
“ได้ข่าวเรื่องนางแล้ว น่าจะอยู่ทางทิศออกของเซี่ยโจว เยี่ย เจ้าจะลงมือเมื่อใดรึ ?”
มุมปากจื่อโยวกระตุกเล็กน้อย เขาไม่ทันระวังว่าเวลานี้มู่เฉียนซีอยู่ด้วยก็พล่ามออกไปแล้ว
มู่เฉียนซีผงะไปครู่หนึ่ง
‘นาง ? นางไหนรึ ?’
มู่เฉียนซีรู้ดีอยู่แก่ใจว่าพลังของจิ่วเยี่ยนั้นแข็งแกร่งมาก อีกทั้งเขายังเป็นคนที่ลึกลับซับซ้อนเหนือผู้ใด เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ใช่มนุษย์บนโลกใบนี้
เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่เขามาในแผ่นดินเซี่ยโจวนี้ เขาจะตามหาใครบางคน
จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ข้ารู้แล้ว วันพรุ่งยามฟ้าสางจะไปทันที”
“อ๊ะ ๆ ๆ! ไม่นึกเลยว่าจะไปวันพรุ่ง ดูท่าแล้วเยี่ยคงจะทำใจห่างจากสาวน้อยคนงามผู้นี้ไม่ได้!” ขณะกล่าวออกไปเช่นนั้น มุมปากของจื่อโยวยกยิ้มขี้เล่